Stop Motion คลาสสิก หรือคลิเชส์

Stop Motion มีจุดกำเนิดมาในฐานะเทคนิคการสร้าง Special Effect ในภาพยนตร์ยุคแรกจนมีวิวัฒนาการมาเป็นเทคนิคในการสร้าง Animation รูปแบบหนึ่ง ถึงแม้ปัจจุบัน Animation ส่วนใหญ่จะถูกสร้างด้วยกระบวนการที่ผ่านโปรแกรมต่างๆ ในคอมพิวเตอร์เป็นหลัก หรือที่เราเรียกว่า CGI ไปแล้วก็ตาม แต่เทคนิค Stop Motion ก็ยังคงถูกนำมาใช้อยู่เสมอทั้งในภาพยนตร์เรื่องยาว ภาพยนตร์โฆษณา Title รายการโทรทัศน์ รวมทั้ง Music Video เมื่อต้องการผลงานที่สร้างความแตกต่าง และมีความน่าสนใจ

Nov 28.jpg

โดยเฉพาะในงานด้าน Creative ต่างๆ ที่มักใช้เทคนิค Stop Motion ในฐานะการทดลองเชิงรูปแบบที่สร้างการสื่อสารที่ฉีกไปจากวิธีการในรูปแบบของ CGI ต่างๆ เพื่อนำเสนอด้วยวิธีการสุดคลาสสิคที่น่าสนใจสำหรับคนที่เป็น Motion Graphic Designer หรือ Animator อยู่แล้ว หรือแม้แต่ผู้ที่มีความสนใจทางด้านนี้ มาดูกันว่าวีธีการอันสุดแสนคลาสสิคอย่าง Stop Motion จะสามารถเปิดมุมมองใหม่ๆ และต่อยอดไปสู่ผลงานในรูปแบบใดได้บ้างในโลกยุค 4.0


Stop Motion  

ก่อนอื่นต้องขออธิบายหลักการการทานของรูปแบบงาน Stop Motion กันคร่าวๆ ก่อนว่ามันคืออะไร หน้าตาเป็นยังไง เจ้า Stop Motion ที่เราพูดถึงกันอยู่นั้น เป็นเทคนิคการสร้างภาพเคลื่อนไหวที่เกิดจากการบันทึกภาพนิ่งทีละภาพ (จนบางครั้งอาจเรียกว่า Stop Frame) โดยอาจจะโฟกัสไปที่ Object หนึ่ง ซึ่งในที่นี้อาจจะเป็นตัวละคร หรือฉากที่มีรูปแบบต่างๆ ก็ได้ เช่น หุ่น ตุ๊กตา ดินเหนียว กระดาษ บนพื้นฐานของการมองเห็นของมนุษย์เรา

โดยการบันทึกภาพแต่ละครั้งจะมีการเปลี่ยนตำแหน่ง รูปร่าง หรือรูปทรงของวัตถุให้เกิดภาพระหว่างภาพหลัก (in-between) และเมื่อเรานำภาพที่บันทึกได้มาเรียงต่อกันตามลำดับอย่างรวดเร็วก็จะทำให้เกิดภาพลวงตา ปรากฎเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นหลักการที่ว่านี้ก็คือหลักการณ์การเดียวกันกับ Animation แบบ Frame by Frame หากแต่จะแตกต่างกันตรงที่ใช้วัตถุต่างๆ แทนภาพวาด

▲ วิวัฒนาการของ Stop Motion

ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เองก็มีผู้กำกับหลายคนที่มี Art Direction จัดๆ ที่เคยกำกับภาพยนตร์คนแสดงจริงก็ชอบใช้เทคนิค Stop Motion ในการสร้างผลงาน เช่น Tim Burton และ Wes Anderson

▲ Fantastic Mr. Fox ผลงานกำกับ Stop Motion ของ Wes Anderson

Stop Motion นั้นถือว่าเป็นทั้งรูปแบบ และเทคนิคการสร้าง Animation ซึ่งหากจะจัดประเภทของ Stop Motion นั้น เกณฑ์ที่น่าจะเป็นรูปธรรมที่สุดคือวัสดุหลักที่ใช้ ซึ่ง Stop Motion หนึ่งชิ้นอาจผสมผสานวัสดุมากกว่าหนึ่งวัสดุก็ได้


Puppets Stop Motion

คือ Stop Motion ที่ต้องใช้หุ่นเพื่อเป็นตัวละครในการเล่าเรื่อง ซึ่งเจ้า Puppet หรือหุ่นที่ว่านี้ สามารถสร้างได้จากวัสดุต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ ก็จะมีกลุ่มงาน Stop Motion ในรูปแบบใหญ่ๆ ได้ออกเป็นสองประเภทซึ่งก็คือ Clay Animation และ Model/Object Stop Motion  

1. Clay Animation
รูปแบบที่เป็นรูปแบบดั่งเดิม ซึ่ง Model ของตัวละครสร้างจากดินน้ำมันที่มีคุณสมบัติที่ยึดหยุ่น สามารถดัด และเปลี่ยนแปลงรูปทรงได้ง่ายโดยการใส่โครงลวดไว้ข้างใน เพื่อให้ปรับเปลี่ยนท่าทางได้ โดยที่ฉาก หรือส่วนประกอบอื่นๆ ในเฟรมอาจใช้วัสดุอื่นๆ เป็นองค์ประกอบร่วม เช่น ผลงานของ Nick Park จากสตูดิโอ Aardman เรื่อง Wallace and Gromit และ Chicken Run และนี่คือคลิปอธิบายขั้นตอนการเตรียมดินสำหรับสร้าง Stop Motion ของ Aardman ที่เราจะได้เห็นตั้งแต่กระบวนการปั้นดินน้ำมันของงานในรูปแบบ Clay Animation

และนี่คือผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจากฝีมือของ Aardman สตูดิโอที่เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ และซื่อสัตย์ภักดีต่อการสร้างผลงานด้วยวิถีของ Stop Motion มาโดยตลอด จนปัจจุบัน สามารถนับได้ว่าเป็นหนึ่งในสตูดิโอที่โดดเด่นด้านนี้ที่สุดของโลก

2Model / Object Stop Motion
อีกหนึ่งประเภทของงาน Stop Motion ในรูปแบบของ Puppets ก็คือ Model/Object Stop Motion เป็นงาน Stop Motion ที่ตัวละครถูกสร้างด้วยวัสดุต่างๆ ที่มากกว่าดินน้ำมัน จากนั้นก็นำมาซ้อนภาพเข้ากับฉากจนความสมจริงมากขึ้น ชิ้นงาน Stop Motion ประเภทนี้ หุ่น หรือโมเดลจะถูกสร้างวัสดุมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ผลงานจาก LAIKA

▲ Kubo and the Two Strings ผสมผสานทั้งเทคนิค Stop Motion และ CGI เข้าด้วยอย่างลงตัว จนเราแทบแยกไม่ออกว่าดีไซเนอร์ใช้เทคนิคอะไรในการสร้างบ้าง เพราะมันทั้งสวย ทั้งลื่นไหล และเต็มไปด้วย Object ที่ขยับขับเคลื่อนไปมาเต็มไปหมด แต่เมื่อดูเบื้องหลังจะทึ่งกับความบ้าพลังของทีม LAIKA จนต้องขนลุก

▲ เบื้องหลังสตูดิโอ LAIKA อีกสตูดิโอหนึ่ง ที่ได้ขึ้นชื่อว่าจะเลือกใช้เทคนิค Stop Motion ในการสร้างภาพยนตร์มาโดยตลอด

▲ อีกชิ้นงานหนึ่งที่น่าสนใจก็คือภาพยนตร์ Stop Motion ของ Chipotle Mexican Grill ที่คว้ารางวัลใหญ่สุดในสาขา Film Lions Grand Prix จากเทศกาล Cannes Festival of Creativity มาแล้ว

▲ เบื้องหลังสตูดิโอ Nexus ที่กำกับโดย Johnny Kelly


Cutout Stop Motion

หรืออาจเรียกว่า Paper Cut Stop Motion ก็ได้ โดยเน้นที่ใช้วัสดุที่เป็นแผ่น อาจประกอบเป็นได้ทั้ง 2D และ 3D โดยวัสดุที่ใช้มักจะเป็นกระดาษ หรือผ้า ตัวอย่างเช่นชิ้นงาน Commercial ของ Honda ชิ้นนี้ที่ใครเห็นแล้วก็ต้องทึ่งในความคูล หรือแม้แต่งานมิวสิควิดีโอของ Tulipa Ruiz –TU ที่เราเคยแชร์ไปแล้วในบทความครั้งก่อนๆ ก็ถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มงานประเภท Cutout Stop Motion นี้เช่นเดียวกัน

▲ เบื้องหลังงาน Honda - Paper

▲ Tulipa Ruiz – TU

จะเห็นได้ว่าถึงแม้ Stop Motion จะเป็นวิธีการดั่งเดิมที่มีมายาวนาน แต่เหล่าผู้กำกับ และครีเอทีฟ ยังคงหยิบยืมเทคนิคมาใช้อยู่เสมอ เพราะเอกลักษณ์บางอย่างของงาน Stop Motion ที่งานประเภท CGI หรือ Motion Graphics ทั่วไปให้ให้รสชาติได้ไม่กลมกล่อมเท่า และเหล่านี้ก็คือตัวอย่างผลงาน Stop Motion ที่ถูกนำไปต่อยอดไอเดีย และพัฒนารูปแบบเชิงเทคนิคเพื่อสร้างภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลงานที่ทั้งตอบโจทย์ได้ดีในเชิงการทดลอง หรือเชิงพาณิชย์

▲ โฆษณา Adidas ที่ใช้ Stop Motion ที่สร้างจากการเย็บด้ายลงบนผ้า

▲ โฆษณา Van ที่ใช้สินค้า ผสมกับการวาดภาพอนิเมชันด้วยมือ

▲ โฆษณา Nokia ที่ใช้ Stop Motion ที่สร้างภาพจากการวาดลงบนผืนทราย

▲ ภาพถ่ายคน 350 ใบหน้า ถ่ายกว่า 4,000 รูป syn ปากเข้ากับเพลง ของ The Paper Kites เพลง Young

▲ OK Go ที่ใช้กระดาษ และปริ้นเตอร์สร้างภาพเคลื่อนไหว

▲ Coldplay ที่ใช้คนแสดงจริง ผสมผสานกับการวาดภาพอนิเมชันด้วยมือ

▲ Son Lux ที่ใช้เทคนิค Stop Motion ที่สร้างจากหมุด (Pin) กับเส้นด้าย

▲ ใช้การวาดรูปด้วยแสงมาสร้างเป็น Stop Motion

▲ งานทดลองที่ใช้บอร์ดตัดเป็นตัวละคร วิ่งตามถนนที่เป็นฉากหลัง ความยาวกว่า 24 เมตร ผลงานของ Wriggles & Robins ที่ทำให้ Nikon

▲ การ Syn ปรินเตอร์ HP เพราะสร้างภาพ ตามจังหวะของเพลง Orchestra


จากตัวอย่างผลงานที่เสนอไปจะพบว่าด้วยลักษณะของ Stop Motion เป็นงานประเภทที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ผลลัพธ์ ซึ่งในสายงานด้าน Creative ที่ต้องการภาพที่แตกต่างและดึงดูดความสนใจ Stop Motion จึงถูกเลือกในมาใช้ในงานอยู่เสมอๆ

อีกทั้งกระบวนการสร้างชิ้นงาน Stop Motion นั้นต้องใช้พลังของผู้สร้างชนิดที่เรียกว่ามากมายมหาศาล บวกกับขั้นตอนที่มีความละเอียดสูงการนำเสนอเบื้องหลังการทำงานจึงเป็นอีก Story หนึ่งที่มักถูกนำมาเล่าเหล่านี้ ยิ่งทำให้ผลงานนั้นทรงพลังมากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า และตัวผลงานเองก็จะยิ่งเป็นกลายเป็นที่จดจำได้มากขึ้น

 

-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang