ร่วมค้นหาไอเดียอันน่าทึ่งกับ Damian Kulash ผู้อยู่เบื้องหลัง Music Video ของ OK Go

00 Cover.jpg

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้คนที่กดไลค์ และแชร์มิวสิควิดีโอสุดประหลาดของศิลปินกลุ่มหนึ่งที่เต้นบนเครื่องออกกำลังกายเมื่อหลายปีก่อน คุณคงอยากรู้ว่าใครที่อุตริคิดไอเดียพวกนี้เข้าไปได้ ยังไม่นับรวมกับสารพันมิวสิควิดีโอที่ทำให้คุณอ้าปากค้างของศิลปินกลุ่ม OK Go ที่ตามมาอีกเป็นพรวน ไม่ว่าจะเป็นเต้นในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนเครื่องบิน สร้างเมโลดี้จากการขับรถไปเรื่อยๆ หรือแม้แต่เข้าไปร่วมเต้นระบำร่มบนเครื่องยนต์ที่เคลื่อนที่ตลอดเวลา

อะไรคือขุมพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่บรรจุอยู่ในหัวสมองของผู้ชายที่ชื่อว่า Damian Kulash เคล็ดลับของความครีเอทีฟแบบที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องทึ่งของผู้ชายคนนี้คืออะไร วันนี้ตาม BEAR มารู้จักเขาคนนี้ให้มากขึ้นกัน

Image from Wefolk (   https://www.wefolk.com/   )

Image from Wefolk (https://www.wefolk.com/)

เรียกว่าในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา OK Go เป็นที่รู้จักในฐานะวงดนตรีที่ทำ MV ที่มีลูกเล่นแพรวพราวที่สุดวงหนึ่งของโลก และผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการคิดสร้างสรรค์สุดแหวกที่ว่านี้ก็คือ Damian Kulash ผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าวง เล่นกีตาร์ และร้องนำ 

Damian Kulash ผู้นี้คือตัวเปลี่ยนเกมคนสำคัญของ OK Go จากวงอินดี้เล็กๆ ธรรมดา สู่การเป็นวงที่ทรงอิทธิพลด้านครีเอทีฟบนโลกออนไลน์ เขาใช้ทั้งความบ้า และความคิดสร้างสรรค์ในการกำกับ Music Video ของวงมากถึง 15 เพลง นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับผู้กำกับอื่นๆ อีก 9 คนในการสร้างสรรค์มิวสิควิดีโอที่ใครเห็นต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแหวกแนว และล้ำสุดๆ

สำหรับ MV ที่สร้างชื่อให้กับ OK Go และ Damian Kulash เป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับก็คือเพลง "Needing/Getting" ที่สร้างเมโลดี้โดยรถเชฟโรเลต ภายหลัง MV นี้ถูกตัดกลายเป็นสปอตโฆษณาที่ฉายช่วง Super Bowl ปี 2012 ซึ่งต่อมานิตยสาร Time ก็ได้รายงานว่าผลงานของ Kulash กลายเป็นโฆษณาที่ถูกแชร์กันมากที่สุดของ Super Bowl ในปีนั้น รวมทั้งยังเป็นโฆษณาได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 8 ตลอดกาลของ Super Bowl 

นอกจากนี้ วิดีโอของ OK Go ยังได้รับรางวัล Grammy Award, Cannes Lions, MTV VMA, Webby, D&AD Awards, UK MVA, YouTube Creative และรางวัลมากมายจากเทศกาลภาพยนตร์ชั้นนำ

เพียงพริบตาผู้ชายที่ชื่อ Damian Kulash คนนี้ก็ได้ทำลายเส้นแบ่งเขตแดนของศิลปินที่ทำงานดนตรี และวงการครีเอทีฟโฆษณาในยุคออนไลน์ได้อย่างราบคาบ


Making Viral Video History

Here It Goes Again (2009) 

ปรากฏการณ์ที่ Kulash ไปค้นพบวิธีการ และความเป็นไปได้ในยุคของดิจิทัลโดยบังเอิญ นับตั้งแต่เขาเริ่มใช้กล้อง VHS ถ่ายการเต้นของสมาชิกในวงที่พี่สาวเป็นคนออกแบบท่าเต้นให้ ซึ่งนั่นก็คือ MV ตัวแรกที่เขากำกับเอง จากจุดนี้เองที่เป็นการปลดล็อคให้ Michel Gondry (ผู้กำกับที่เป็นเหมือนต้นแบบ MV ให้ OK Go) ชักชวนให้เขาทำวิดีโอสำหรับวงในตัวต่อไป อีกหลายเดือนต่อมาวิดีโอ “A Million Ways” (2009) อันเรียบง่ายนี้ ก็ถูกแชร์เข้าสู่เว็บไซต์ YouTube จุดเริ่มต้นของ MV แบบ OK Go ก็เลยอุบัติขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือปรากฏการณ์ของเพลง “Here It Goes Again” ที่สมาชิกในวงเต้น Sync จังหวะบนลู่วิ่งออกกำลังกายแบบ Take เดียวจบ วิดีโอตัวนี้ถูกแชร์อย่างแพร่กระจาย ระบาดไปทั่วโลก และนี่คืออีกหนึ่งประวัติศาสตร์สำหรับ OK Go และ YouTube เพราะมันแทบจะเรียกได้ว่าเป็น Music Video Viral ตัวแรกที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นเลยทีเดียว

"เมื่อเราสังเกตเห็นว่ามีคนดูมาหลายแสนครั้งเราก็ชอบ คุณรู้หรือไม่ว่านั่นคืออะไร? ...นั่นคือมิวสิควิดีโอที่บ้า" Kulash กล่าว


This Too Shall Pass (2010)

พัฒนาการอีกขั้นจากเพลง “This Too Shall Pass” ที่ใช้กลไกที่เรียกว่า Rube Goldberg Machine ซึ่งเป็นกลไกที่ทำงานแบบตามลำดับขั้น มีความซับซ้อนของอุปกรณ์กว่า 700 ชิ้น เรียงเป็นระยะกว่าครึ่งไมล์ งานนี้ Kulash ได้แสดงฝีมือร่วมกับ Syyn Labs ทำให้เขาได้พัฒนาความสามารถเชิงกลไกไปอีก


The Writing's On the Wall (2014)

เพลงนี้ Kulash ทดลองใช้เทคนิคที่เรียกว่า Optical Illusions ซึ่งก็คือการสร้างภาพลวงตาไว้ในตอนแรก แต่เมื่อเคลื่อนกล้องมายังตำแหน่งที่กำหนดไว้จะปรากฏเป็นภาพ หากแต่ OK Go กลับนำไปข้างหน้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการเคลื่อนกล้องแล้วเชื่อมฉากแต่ละฉากได้อย่างแปลกใหม่ และน่าทึ่งจนได้ผลลัพธ์เป็น MV ที่แปลกตา


Brand Collaborations

จากผลการตอบรับทำให้ OK Go กลายเป็น Branded Content Influencer ที่ทำงานในลักษณะ Brand Collaborations มากขึ้น รวมทั้ง YouTube ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก YouTube จึงเปรียบเสมือนสนามเล่นใหม่ที่ Kulash รู้ว่าเขาจะเล่นในเกมนี้ยังไง 

ประกอบกับเป็นช่วงที่วงการโฆษณาโดยรวมได้เริ่มปรับตัวสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบจากการทำโฆษณาบนสื่อแบบเดิมๆ มาสู่การทำ Branded Entertainment บนออนไลน์มากขึ้น เราจึงเริ่มเห็นการแทรกแบรนด์เข้าไปกับพฤติกรรมความบันเทิงของกลุ่มเป้าหมายในเชิงอารมณ์มากกว่าขายผลิตภัณฑ์โดยตรง ตัวอย่างเช่น การที่วง OK Go ได้ร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ

Needing/Getting (2012) X Chevrolet

ไอเดียเพลงนี้มาจากคำถามเกือบจะไร้สาระของ Kulash ที่ว่า “เราสามารถทำสิ่งบ้าๆ บอๆ อะไรกับรถกันได้บ้างหนอ” ที่บอกว่าเกือบจะไร้สาระก็เพราะ Kulash กลับลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจังจนกลายเป็นความไร้สาระที่จริงจังจนคล้ายโครงงานทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยการดัดแปลงรถ Chevy Sonic แทบทุกส่วนมาเป็นเครื่องดนตรีทั้งวงมันซะเลย แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเสียงดนตรีเรียบง่ายบรรเลงเป็นเพลงไพเราะได้อย่างเหลือเชื่อ!


I Won’t let you down (2014) X Honda 

ความครีเอทีฟของ Kulash เหมือนฟืนที่จุดติดไฟไปแล้ว สองปีต่อมา Kulash ก็สร้างความฮือฮาทั้งโลกโซเชียลอีกครั้งเมื่อเขาให้สมาชิก OK Go เต้นประกอบจังหวะดนตรีด้วยขับขี่ Honda UNI-CUB ไปพร้อมๆ กับกลุ่มผู้ร่วมแสดงมากถึง 2,300 คนที่เต้นระบำร่มแบบดั้งเดิมกลางท้องถนนในชุดนักเรียนญี่ปุ่น MV ตัวนี้ถ่ายทำด้วยกล้องที่ติดตั้ง Octocopter Drone ควบคุมตำแหน่งกล้องด้วย GPS ทำให้สามารถถ่ายภาพจากระดับพื้นดินไปสู่มุมมองที่สูงกว่า 700 เมตร ได้ภาพมุมสูงที่ดูเหมือนกับเรากำลังมองภาพผ่านกล้อง Kaleidoscope


The One Moment (2016) X Morton Salt 

สองปีต่อมา Kulash ลงมือกำกับ MV ตัวใหม่ให้กับวง มิวสิควิดีโอตัวนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Morton Salt จึงได้ถ่ายทำด้วยกล้อง Ultra High Speed ที่สามารถถ่ายได้หลายพันเฟรมต่อวินาทีจนต้องใช้ Robotic Arm ในการควบคุมการเคลื่อนกล้องทั้งหมด ดังนั้นแอ็คชันทุกแอ็คชัน เหตุการณ์ทั้ง 325 เหตุการณ์ในมิวสิควิดีโอทั้งหมดต้องถูกวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ Kulash ถ่ายภาพทั้งหมดด้วยความเร็ว 4.2 ภาพต่อวินาที แล้วนำปรับความเร็วภาพให้ช้าลง 20,000% เพื่อให้ตรงกับจังหวะของเพลง จนเกิดเป็น Super Slow Motion ที่สวยงาม


Upside Down & Inside Out (2016) X S7 Airline

โปรเจ็กต์ใหม่ของ OK Go ได้รับการสนับสนุนโดย S7 Airline ของรัสเซีย Kulash จึงได้ถ่ายทำเอ็มวีทั้งเพลงในเครื่องบินลำเลียงพิเศษที่บินเพื่อจำลองสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง (Zero Gravity) ทุกคนต้องขึ้นเครื่องตั้งแต่เที่ยวบินฝึก ทำการทดลอง Pre-Production ซักซ้อม ตลอดจนถ่ายทำจริง ไปจนกระทั่งแล้วเสร็จ พวกเขาต้องบินรวมทั้งสิ้นถึง 21 เที่ยวบิน เพื่อถ่าย MV ที่มีความยาวเพียง 3 นาที  ยังไม่นับรวมกับอีกหนึ่งอุปสรรค นั่นก็คือการที่หนึ่งในสมาชิกของวงเป็นคนกลัวเครื่องบินรวมอยู่ด้วย

ภาพกองถ่าย บนเครื่อง Ilyushin II-76 ของรัสเซีย พร้อมทีมงานกว่า 30 ชีวิต

ภาพกองถ่าย บนเครื่อง Ilyushin II-76 ของรัสเซีย พร้อมทีมงานกว่า 30 ชีวิต


Music Making X Film Making

ความสามารถในการกำกับวิดีโอของ Kulash ถูกต่อยอด และขยายมาใช้ในพาร์ทเชิงพาณิชย์มากขึ้น ส่งให้เขากลายเป็นผู้กำกับในสังกัดระดับโลกอย่าง Park Pictures เมื่อเร็วๆ นี้ โดยงานกำกับโฆษณาล่าสุดของ Kulash ก็คือสมาร์ทโฟนของ ASUS 

แม้ว่าโปรเจ็คของ OK Go จะได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์สินค้าบ้างในบางโปรเจ็กต์ แต่ตัว Kulash เองก็เริ่มมองเห็นบทบาทผู้กำกับโฆษณาที่ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ของตนเอง ความครีเอทีฟของเขาจึงไม่เคยทำลายแบรนด์ของลูกค้า แต่กลับสนับสนุนให้ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ และน่าสนใจ

"เมื่อสวมหมวกเชิงพาณิชย์ ผมจะทำงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ และพยายามค้นหา แต่เมื่อใส่หมวกผู้กำกับวงดนตรีของเราเอง ผมก็ยังคงมีหน้าที่ควบคุมส่วนครีเอทีฟอยู่ทั้งหมด เพียงแต่เปลี่ยนจากการเป็นพนักงานที่ถูกว่าจ้าง ไปสู่การเป็นผู้ทำงานร่วมกันของลูกค้าอย่างสร้างสรรค์"

ในตอนแรกงาน ASUS ควรจะเป็นโปรโมชันเพลง แต่ในที่สุดผลงานของ Kulash ก็ถูกคัดเลือกให้กลายเป็นสปอตโฆษณาที่ความยาว 60 วินาที เนื่องจากแบรนด์มองว่าวิดีโอ OK Go จะช่วยเปิดผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้น่าสนใจกว่า

"ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้มันเป็นโฆษณาจริงๆ เพราะสิ่งที่ผมไม่อยากทำก็คือการบอกผู้ชมให้เห็นว่านี่เป็นงานศิลปะที่มีอิสระ แต่กลับพยายามหลอกล่อให้เห็นคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์”


Wonder Idea

ประเด็นหนึ่งที่ Kulash มักจะถูกถามมาโดยตลอด แต่เขากลับไม่เคยหาคำตอบที่เหมาะสมสำหรับเรื่องนี้ได้เลยก็คือ “คุณคิดไอเดียพวกนี้ได้อย่างไร?”

“ผมมีปัญหาที่จะอธิบายว่าตัวเองคิดไอเดียพวกนี้ได้อย่างไร เพราะผมไม่ได้เคยคิดมันด้วยซํ้า แค่รู้สึกเหมือนกำลังค้นหาอะไรที่มันใช่ไปเรื่อยๆ”

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อวิธีกลั่นครีเอทีฟไอเดียของ Kulash จนถึงปัจจุบันคือ เขามักหมกมุ่นกับการสร้างภาพลวงตา สมองพยายามทำความเข้าใจกับภาพที่ซับซ้อนมากกว่าคนทั่วไป ไอเดียสุดแหวกของเขามักถูกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่แตกต่างกันจำนวนมหาศาลที่ถูกจัดกลุ่มความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน แล้วคลี่คลายมันออกมาจนเกิดเป็นไอเดียที่น่าประทับใจ


Wonder/Surprise Idea

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นงาน MV เขามักมองเฉพาะความรู้สึกที่น่าทึ่งเท่านั้น ซึ่งมันมักจะมีองค์ประกอบของความแปลกใจ และความประหลาดใจรวมอยู่ด้วยเสมอ 

“เราไม่ได้มองหาแค่ไอเดียดีๆ อย่างเดียว แต่เรามองหาไอเดียดีๆ ที่จะทำให้ตื่นตาตื่นใจด้วย”

และด้วยไอเดียที่น่าทึ่งนี่เอง เป็นเหตุทำให้เกิดปัญหาบางอย่าง เพราะว่ากระบวนการผลิตงานจริงๆ มักมีความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงที่จะรองรับไอเดียพวกนี้

“แต่ในแง่การใช้ทรัพยากร ไอเดียมีต้นทุนถูกมากๆ แต่ส่วนใหญ่การถ่ายทำมักมีต้นทุนสูง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาถ่ายทำ ต้องให้แน่ใจว่าเตรียมพร้อมมาดีที่สุด และได้คั้นเอาทุกหยาดหยดของสิ่งที่คุณมีออกมาหมดแล้ว”


The Great Plan/Super Plan

“แม้คุณจะเป็นนักวางแผนตัวยงที่จะทำทุกขั้นตอนได้อย่างน่าเชื่อถือ ก็ไม่มีสิ่งยืนยันว่ามันจะไม่ล้มเหลว โอกาสที่จะสำเร็จอาจเป็นหนึ่งในล้าน หรือ 99% นั่นไม่ใช่เรื่องที่อยากวางเดิมพัน

แผนการธรรมดาก็อาจมีโอกาสล้มสูงได้ เพราะระบบการทำงานที่สลับซ้อนมากพลาดเพียงจุดใดจุดหนึ่งก็ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อวางแผนแล้วว่าจะทำให้ไอเดียนั้นเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไร เคล็ดลับของ Kulash ก็คือการลองคิดแผนย้อนกลับไปเพื่อตรวจทานต้นตอของไอเดียอีกครั้ง และอาจปรับปรุงแก้ไขแผนใหม่ แล้วทบทวนกลับไปกลับมา ระหว่างไอเดียกับแผน แผนกับไอเดีย จนกว่าจะได้แผนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ


Sandbox

“เราทุกคนรู้ว่ายังมีไอเดียอีกมากที่ยังไม่ได้ลอง และไอเดียอีกไม่น้อยที่เชื่อถือได้ทุกกระเบียดนิ้วอย่างที่เราต้องการ แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงเวลาทำงานจริง เพราะถึงจะดี แต่มันเป็นเพียงแค่สมมติฐานว่ามันน่าจะดีนะ ก็เท่านั้น ดังนั้นผมจึงพยายามหาจุดที่อาจมีไอเดียที่ยังไม่ได้ลองอีกมาก พยายามหาสนามทดลอง (Sandbox) เดิมพันด้วยทรัพยากรที่มีโดยการเข้าไปในสนามทดลองนั้นแล้วลงมือเล่น เพราะเรายังชื่อว่านั่นคือกระบวนการในสนามทดลอง ที่อาจจะเผยให้เราเจอไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่ตื่นตาตื่นใจ แต่ยังน่าเชื่อถือได้อย่างไม่คาดคิดอีกด้วย”

ตอนเริ่มทำ MV เพลง “Upside Down & Inside Out” นั้น Kulash อยากลองทำอะไรบางอย่างบนเครื่องบินไร้แรงดึงดูดแทนที่จะนั่งแล้วคิดว่าไอเดียนั้นคืออะไร เขากลับใช้งบหนึ่งในสามเพื่อไปสัมผัสสภาวะในยานของจริง แล้วเด้งไปเด้งมาอยู่เป็นสัปดาห์ 

“สำหรับคนอื่น มันอาจเหมือนการทดลอง ทว่าจริงๆ มันไม่ใช่ เพราะจุดนี้ผมยังไม่รู้ด้วยซํ้าว่าไอเดียที่มันโดนๆ คืออะไร เมื่อยังไม่มีแผนให้ทดลอง ผมก็แค่ลองดูสักตั้ง ทดลองทุกอย่างที่พอจะนึกออก เพราะผมต้องการให้พื้นที่ไอเดียมันถูกเติมเต็มจนแทบจะกลายเป็นความยุ่งเหยิง ผมแค่พยายามสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า บังเอิญว่าไม่เคยมีใครทำสิ่งเดียวกันนี้มาก่อน”

สำหรับ เพลง “The One Moment” สนามทดลองคือศาสตร์ที่ว่าด้วยวิถีกระสุน และเลขาคณิต ซึ่งต้องใช้เวลาทั้งเดือนเพื่อทำตารางคำนวณขนาดยักษ์ (ไฟล์ Excel 400 แถว 25 คอลัมน์)

Image from Wefolk (   https://www.wefolk.com/)

Image from Wefolk (https://www.wefolk.com/)


สิ่งที่ Kulash กล่าวมาทั้งหมด เป็นสิ่งยืนยันว่าเพียงแค่การนั่งคิดไอเดียสุดบรรเจิด และวางแผนการระดับอัจฉริยะนั้นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลงานอันหน้าทึ่งได้จนกว่าคุณจะได้ลงมือทำมันให้เกิดขึ้นจริงๆ เพราะถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ต่อให้คุณมีทั้งโอกาส และมีทั้งไอเดียที่ดีแค่ไหน มันก็จะกลายเป็นเพียงสิ่งที่จับต้องไม่ได้

สนุกกับการลองผิดลองถูก ความคิดที่บางครั้งอาจดูผิดแผก บ้าบอ นั่นแหละคือที่มาของความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบของ Damian Kulash นักร้อง นักดนตรี ผู้กำกับ อาร์ตไดเร็กเตอร์ และครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ที่คนทั้งโลกจับตามองอยู่

-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang