Compositing แบบไหนที่เหมาะกับคุณ ?

เราเคยพูดถึงเรื่อง Compositing กันมาบ้างแล้วในบทความก่อนๆ ในบทความนี้ เราจึงอยากเจาะลึกไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการทำ Compositing ลงอีกนิด เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจงานทางด้านนี้

บทความนี้เราจะว่ากันด้วยกระบวนการการทำงาน หรือ Work Flow ของ Compositing ที่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ ในการทำ CGI ที่ทุกคนควรรู้ เพื่อที่จะได้วางแผนการทำงานที่เป็นระบบ และเลือกใช้งานกับโปรแกรมที่ใช้ทำ Compositing ที่ถูกต้อง เหล่านี้จะช่วยให้คุณประหยัดทั้งแรง และเวลานั่นเอง

โดยทั่วไปแล้ว วีธีการของการทำ Compositing นั้น สามารถแบ่งได้ออกเป็นสองวิธีใหญ่ๆ นั่นก็คือการทำงานแบบ Layer-Based และ Node-Based แม้ว่าในท้ายที่สุดจะให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน แต่ระยะเวลาของการทำงาน ความซับซ้อนของกระบวนการการทำงาน แม้แต่โปรแกรมที่ใช้ในการทำงาน อาจจะแตกต่างกันตามความเหมาะสม มาลองดูกันว่าวิธีไหน เหมาะกับงานที่คุณต้องการจะทำกัน

 ▲ เปรียบเทียบ Compositing แบบ Layer-Based และ Node-Based

01_Layer vs Node.jpg

Layer-Based Compositing

การ Composite แบบ Layer-Based มีลักษณะการทำงานแบบ NLE (Timeline and Layer-Based) ที่มีเส้นควบคุมเวลา หรือ Timeline ที่สัมพันธ์กับ Layer เรียงเป็นชั้นๆ ซ้อนกันตามลำดับเวลาก่อนหลัง

โดยการทำ Composite ทั้งหมดจะประกอบไปด้วยเลเยอร์ต่างๆ โดยแต่ละเลเยอร์ นอกจากจะสามารถรวมกลุ่มที่เรียกว่า Comp ได้แล้ว ยังสามารถปรับเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ได้อย่างอิสระได้อีก เช่น การปรับภาพ และปรับสี วิธีการนี้มักจะเป็นแนวทางที่เคยชินกว่า เพราะส่วนมากเราจะคุ้นมือกับการทำงานด้วยระบบเลเยอร์อยู่แล้วจากโปรแกรมในตระกูลกราฟิกต่างๆ ของ Adobe การทำงานด้วยระบบ Layer-Based Compositing จึงเรียกได้ว่าเข้ามือของ Compositor จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

02_Layers.jpg

โปรแกรมที่เหมาะกับการทำงานในรูปแบบ Layer-Based Compositing

Adobe After Effects

อย่างที่เราเคยพูดไปแล้วในคราวก่อนว่าโปรแกรม After Effects เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานด้วย Layer ที่มีผู้นิยมใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ทำงานประเภท Compositing ทั้งนี้อาจจะเพราะโครงสร้าง และระบบการทำงานคล้ายกับ Photoshop หรือ Premiere Pro ที่ผู้ใช้นิยมเริ่มต้นเรียนรู้สำหรับการทำงานในสายนี้ จึงเป็นระบบที่เราคุ้นเคยสำหรับการเรียนรู้ และใช้งานต่อ เรียกว่ามีพื้นฐานความเข้าใจในระบบ Layer เป็นพื้นฐานกันมาก่อนแล้วนั่นเอง จึงง่ายสำหรับการเรียนรู้ไปสู่กระบวนการที่ซับซ้อนขึ้นจึงมีผู้ใช้อย่างแพร่หลาย

ซึ่งจุดเด่นของเจ้าโปรแกรม After Effects ที่ยังเป็นจุดแข็งก็คือการทำงานในระบบ Dynamic Link ที่เชื่อมโยงไฟล์ต่างๆ ในตระกูล Adobe ทั้งจาก Photoshop, Illustrator หรือ Premiere Pro ที่สามารถทำงานร่วมกันแบบ Realtime เรียกว่าเห็นกันแบบจะๆ ทันที ซึ่งการเชื่อมต่อระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพนี้เอง ที่ทำให้ผู้ใช้เกิดความสะดวกยิ่งขึ้น

แต่กระนั้น After Effects ก็ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถแสดงพื้นที่การทำงาน หรือ Work Space ในแบบ 3D ได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ After Effects เป็นการทำงานเป็น 2.5D การจัดการกับโครงการขนาดใหญ่จึงอาจไม่สะดวกที่จะจัดการกับในโปรแกรมนี้นัก

▲ จุดเด่นของ After Effects นอกจากผู้ใช้จะคุ้นเคยกับระบบ Layer และ Timeline แล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงกับโปรแกรมอื่นๆ ใน Adobe ในระบบ Dynamic Link ที่ทำให้ทำงานได้สะดวก และรวดเร็ว


Node-Based Compositing

หลายคนอาจเช้าใจความหมายของ Layer กันมาแล้ว แต่ Node อาจจะเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ไม่คุ้นหูสำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่ไม่มีโอกาสได้จับงานด้าน Compositing

หากจะอธิบายแบบง่ายที่สุด Node (โหนด) ก็คือจุดเชื่อมต่อ โดยที่จุดเชื่อมต่อที่ว่านี้อาจทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น เป็นตัวกระจายซ้ำ หรืออาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของการส่งข้อมูลก็ได้ คล้ายๆ กับสัญญาณวิดีโอของคุณถูกเชื่อมต่อเข้าสู่ Node แล้วเมื่อคุณปรับค่าต่างๆ ของมัน ซึ่งอาจจะเป็นค่าสี ค่าความละเอียดของภาพ หรืออะไรก็แล้วแต่ วีดีโอของคุณเมื่อผ่านจาก Node ที่คุณปรับนี้ก็เหมือนกับกลายเป็นวิดีโอตัวใหม่ มีค่าสี ค่าความละเอียดแบบที่คุณปรับไปเลยนั่นเอง 

การทำงานในรูปแบบ Node ก็คือการทำงานในรูปแบบที่ภาพแต่ละภาพจะทำงานเชื่อมโยงกับ Node ที่ถูกกำหนดคุณสมบัติ หรือเอฟเฟ็กต์ต่างๆไว้ โดยจะสามารถทำงานได้ทั้งแบบเชื่อมโยงกัน หรือเป็นอิสระต่อกันโดยการ Composite จาก Node นี้ ช่วยให้เราสามารถดูเอฟเฟ็กต์ทั้งหมดที่เพิ่มลงในภาพเป็นกราฟเรียกว่า Node Graph ซึ่งจะมีประโยชน์มาก เพราะหากเรามีเลเยอร์ที่ทำงานอยู่จำนวนมาก เช่น หลายๆ ร้อยเลเยอร์ เราก็จะสามารถหาสิ่งที่ต้องการ และทำการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และรวดเร็ว

03_Node.jpg

นอกจากนี้ Node ยังสามารถสร้างเครือข่ายได้ โดยการกำหนดคุณสมบัติให้กับ Node แต่ละตัว เช่น การสร้างภาพเบลอ การเชื่อมต่อNode ที่มีคุณสมบัติการเบลอไปยัง Node ของสิ่งที่ต้องการเบลอทำได้ง่ายๆ คือเพียงแค่เชื่อมต่อเบลอ ทุก Node ที่เชื่อมโยงกันจะมีค่าเหมือนกัน กล่าวคือหนึ่งการเปลี่ยนแปลงการเบลอจะมีผลต่อทุก Node ที่เชื่อมต่อกันนั่นเอง

การทำงาน Compositing ในแบบ Node จะสะดวกเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับงานที่มีสเกลใหญ่ เพราะหากไม่ชอบภาพเบลอบน Node ใดก็ให้ลบการเชื่อมต่อกับ Node นั้น เอฟเฟ็กต์ที่เราใส่ไว้ก็จะถูกลบออกที่เลเยอร์นั้น ในขณะที่ภาพเบลอจะยังคงมีผลต่อ Node อื่นๆ ต่อไปดังเดิม ซึ่งถือว่าสะดวกมาก

▲ สตูดิโอใหญ่ๆ มักนิยมใช้ระบบ Node-Based Compositing สำหรับงานมาตรฐาน Hollywood


โปรแกรมที่เหมาะกับการทำงานในรูปแบบ Node-Based Compositing

Fusion 

Fusion เป็นซอฟต์แวร์จาก Blackmagic Design เป็นซอฟต์แวร์ Composite แบบ Node-Based ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ 3D Node ในด้านล่างเป็นเครื่องมือผสานทั้งหมดที่นำไปสู่ Node ตัวประหยัดซึ่งเป็น Node ที่แสดงการส่งออก หรือการแสดงผลมาก มีการจัดการ Grid Node ที่ทำให้ง่ายต่อการจัดระเบียบของ Node

 

Nuke 

Nuke อาจเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับการแสดงผลระดับไฮเอนด์ สำหรับภาพยนตร์ สารคดีโฆษณาทางทีวี และมิวสิควิดีโอ เชื่อถือได้ มีเสถียรภาพ และมีปลั๊กอินที่ใช้ Node สิ่งที่ทำให้ Nuke แตกต่างออกไปเป็นเครื่องมือสำคัญของ Ning หากคุณเคยซื้อปลั๊กอินจาก Foundry for AE เช่น Keylight คุณจะพบปลั๊กอินที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับ Nuke อีกมากมาย


เราจะเลือกใช้โปรแกรมอะไรในการทำ Compositing ดี?

ถ้าการทำงานในสเกลที่ต้องการคุณภาพสูงมาก และเป็นสเกลใหญ่ เราคงแนะนำให้เลือกใช้แบบ Shot-by-Shot โดยอาจะทำงานแยกเป็น Layer-Based หรือ Node-Based ตามความเหมาะสม เช่น ถ้าเป็นช็อตที่มีองค์ประกอบที่มีความความสัมพันธ์เชื่อมโยงของค่าเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ที่ซับซ้อนจำนวนมากเป็นหลักร้อยๆ เลเยอร์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง แค่เปลี่ยนค่าเพียง Node เดียวแล้วเชื่อมโยงไปอีกร้อย Node โปรเจ็กต์ในลักษณะนี้ การทำงานแบบ Node น่าจะตอบโจทย์กว่า

▲ วิชาตัวเบา ของ Bodyslam เป็น MV 360 VR ตัวแรกของไทย ที่ผู้กำกับก็ใช้ Compositing ทั้ง Layer-Based และ Node-Based


ในทางกลับกันเมื่อเราต้องการเพียงแค่เอฟเฟ็กต์เล็กน้อยเท่านั้น และตัดต่อ หรือลำดับผลงานทั้งหมดในหลายคลิปที่เล่นเหมือนกับ NLE การทำงานแบบ Layer ของ After Effects จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณ 

ทว่าบางครั้งในโปรเจ็กต์เดียว คุณอาจจำเป็นต้องใช้การทำงานทั้งสองแบบควบคู่กันไป เช่น อาจใช้ Node ทำในช็อตที่รายละเอียดเยอะๆ แล้วสลับมาใช้ Layer ทำในช็อตภาพรวม เป็นต้น

การทำงานทั้ง Layer-Based กับ Node-Based มีจุดเด่น-จุดด้อยต่างกัน ดังนั้น การตัดสินใจว่าเมื่อไรจะเลือกใช้อะไรนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับโจทย์ของงานเป็นหลัก บ่อยครั้งที่จำเป็นต้องผสมผสานทั้งสองอย่าง เพื่อให้ผลงานออกมามาสมบูรณ์ที่สุด เมื่อทุกคนวิเคราะห์ชิ้นงานเป็น และมี Workflow การทำงานที่ถูกต้อง เชื่อว่า Compositing ก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกคนอีกต่อไป



-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang