Graphic Design Trends 2019

อย่างที่เราเคยนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรมด้าน Interactive Media ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ในบทความก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าดีไซน์เป็นเรื่องที่ไม่หยุดนิ่ง โลกของการออกแบบนั้นหมุนด้วยความเร็วสูง และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสำหรับปี 2019 ที่เพิ่งเริ่มต้นมาไม่นานนี้ก็น่าจะเป็นปีแห่งการเรียนรู้กระบวนการการทำงานใหม่ๆ สำหรับนักออกแบบในทุกสาขา ไม่ว่าคุณจะเป็น Graphic Designer หรือ Motion Graphic Designer, Animator หรือนักออกแบบด้านใดก็ตาม เชื่อเราเถอะว่าปีนี้จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับวงการออกแบบเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าคุณไม่อยากเป็นนักออกแบบที่ขึ้นชื่อว่า “Out” เกาะติดเราไว้ให้ดี เพราะ BEAR จะมีอะไรใหม่ๆ มาอัพเดทให้คุณได้เรียนรู้ตลอดเวลา

เราจะขอเริ่มต้นที่วงการการออกแบบกราฟิก ปี 2019 ที่เพิ่งเริ่มต้นมานี้ น่าจะเป็นปีที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในวงการออกแบบกราฟิก Graphic Designer จะไม่ได้แข่งขันฝีมือกับเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน แต่เป็นคู่ต่อสู้ที่ท้าทายความสามารถของคุณสุดๆ

Cover.jpg

วันนี้ BEAR จะพามาสำรวจความเป็นได้ และคาดการถึงแนวโน้มสำหรับวงการ Graphic Design แต่เราไม่ได้นำเสนอแนวโน้มในมิติของสไตล์การออกแบบ เพราะในโลกยุค 4.0 นี้ แทบจะพูดได้ว่าไม่มีสไตล์การออกแบบอะไรที่คงอยู่นานพอจะให้เรายกขึ้นมาพูดถึง

สิ่งที่เราอยากจะแนะนำกับคุณในวันนี้ก็คือแนวโน้มในเชิงวิชาชีพ และการปรับตัวเข้าสู่ปีใหม่ๆ อะไรที่คุณควรรู้จัก และเริ่มต้นศึกษา ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นมาจากการเปลี่ยนแปลงของสื่อ และพฤติกรรมของผู้ชมสื่อออกแบบในยุคปัจจุบันที่ Graphic Designer ต้องปรับตัว และทำความเข้าใจอยู่เสมอเพื่อที่จะสามารถสร้างความได้เปรียบ และสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวิชาชีพตัวเองได้มากยิ่งขึ้น


Graphic Design x 2D/3D

ผลงาน Graphic Design ที่เรามักคุ้นเคยกันในรูปแบบของงานภาพนิ่งที่มีลักษณะแบบ 2D มีแนวโน้มที่มีรูปแบบภาพเป็น 3D มากขึ้น เพราะเส้นแบ่งแยกระหว่าง 2D หรือ 3D จะเริ่มหายไปเรื่อยๆ ผลงานในสาย Graphic Design จึงมีลักษณะของการผสมผสานทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน

โดยเฉพาะผลงานในลักษณะแคมเปญที่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่มีพลัง และสร้าง Impact ต่อการรับรู้ Graphic Design แบบ 3D จะสามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะจะสามารถเพิ่มมิติในการรับรู้ได้มากขึ้น

001.jpg

▲ I Love Dust www.ilovedust.com บริษัท Graphic Design ที่มีผลงานโดดเด่น ในการผสมผสานรูปแบบทั้ง 2D/3D ได้โดดเด่นในแง่ของสไตล์ภาพ และความคิดสร้างสรรค์

002.jpg

▲ จากแคมเปญ Nike Air ที่ไม่ใช่ผลงานของบริษัท Graphic Design แต่กลับเป็นผลงานของ Man VS Machine บริษัทด้าน Animation

ในอนาคต Graphic Designer ที่มีความครบเครื่อง สามารถสร้างสรรค์ผลงานทั้งรูปแบบ 2D/3D จะสามารถสร้างโอกาสในสร้างผลงานที่คลอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากขึ้น นั่นแปลว่าคุณก็จะสามารถรับงานได้อย่างหลากหลายมากขึ้นนั่นเอง


Graphic Design x Motion Graphics

ด้วยรูปแบบสื่อที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน บทบาทของ Motion Graphics หรือ Animation จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ องค์กรที่ทำงานด้านออกแบบ หรือด้านการสร้างสรรค์แบรนด์ก็จะเริ่มปรับเปลี่ยน และเพิ่มเติมขอบเขตการทำงานจาก Graphic Design ไปสู่งานรูปแบบภาพเคลื่อนไหวมากขึ้นด้วยเช่นกัน

003.jpg

▲ โดยเฉพาะงาน Title Design ที่หัวใจสำคัญจะอยู่ที่การกำหนดทิศทางการออกแบบ หรือ Art Direction จาก Graphic Design

จากเดิมที่ภาพเคลื่อนไหวอาจจะอยู่ในรูปแบบ TVC หรือโฆษณาทางโทรทัศน์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันภาพเคลื่อนไหวจะปรากฏอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ทั้งรูปแบบสื่อออนไลน์สำหรับมือถือ คอมพิวเตอร์ และสื่อออฟไลน์พวกสื่อนอกบ้านต่างๆ

▲ I Love Dust บริษัทด้าน Graphic Design ที่มีผลงานโดดเด่น ขยายงาน Motion Graphics ภายใต้ชื่อ Golden Wolf ที่ใช้ Graphic Design เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนผลงานจนสามารถได้เซ็นสัญญากับ Psyop

ดังนั้นหาก Graphic Designer คนไหนที่มีความเข้าใจกระบวนการทำ Motion Graphics ย่อมมีความได้เปรียบ ทั้งในส่วนการทำงานเพื่อสนับสนุนทีมที่จะนำไปสร้าง Motion Graphics ต่อไป หรือหากสามารถนำ Graphic ที่เราออกแบบมาพัฒนาต่อยอดเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตัว Graphic Designer เอง

เราจึงอาจเห็นหลายบริษัทที่พิจารณารับพนักงานจากผลงาน Graphic Design เป็นหลักแล้วมาพัฒนา และเสริมทักษะด้าน Motion Graphics ให้เพิ่มเติม ทั้งนี้ก็เพราะหัวใจของงาน Motion Graphics ไม่ได้อยู่ที่การเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ Graphic Design ที่ดีก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้าง Motion Graphics ที่ยอดเยี่ยมได้


Graphic Design x UX/UI

จากการเติบโตของสื่อออนไลน์ และจำนวนผู้ใช้มือถือที่เพิ่มขึ้น ทำให้ Graphic Designer หรือบางทีอาจเรียกว่า Designer เริ่มมีขอบเขตการทำงานที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยลงรายละเอียดไปในระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ (End User) จนระยะหลังมานี้เราได้ยินคำว่า Experience Design กันมากขึ้นเรื่อยๆ

004.jpg

▲ PlusX บริษัทสัญชาติเกาหลี ผู้อยู่เบื้องหลังการ Rebrand อย่าง YG, BTS และ 11Street ที่นิยามตัวเองว่าเป็น Experience Design Studio อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญไปที่การสร้างประสบการณ์ให้ผู้ใช้ผ่านการออกแบบของเขา www.plus-ex.com/#experience

ความแตกต่างที่สำคัญของงานในลักษณะนี้ คือการออกแบบที่ไม่ได้จบกระบวนการที่ขั้นการผลิตเหมือน Graphic Design ในรูปแบบเก่า แต่สำหรับการออกแบบ Graphic ในด้าน UX/UI นั้นจะนำ Feedback ที่ได้จาก End User มาพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ หลังจากการปล่อยผลงานออกไป ทั้งนี้เพราะรูปแบบของสื่อ Digital ที่ต้องสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงตามพฤติกรรมของตัวผู้ใช้ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

หาก Graphic Designer ที่มีความรู้ความเข้าใจทั้งในแง่ Experience Design หรือ User Interface จะมีความได้เปรียบเพราะ UX/UI เป็นแนวโน้มของอนาคตที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน

▲ PlusX ที่ Rebrand โดยใช้ Experience Design สำหรับงาน Graphic Design และ Digital Media Design


Graphic Design x Personal Branding

ปัจจุบัน Graphic Designer หลายคนได้พัฒนาผลงานตนเองจนสามารถสร้างแบรนด์ให้กับงานออกแบบของตัวเองได้ อธิบายแบบง่ายที่สุดก็คือมีลายเซ็นของตัวเองที่ชัดเจน ด้วยสไตล์การทำงานที่มีเอกลักษณ์ มีความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ โดยสายที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือสาย Illustration ที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถสร้างเอกลักษณ์ทั้งในแง่รูปแบบ และกระบวนการทำงานอย่างเต็มที่ จนบางคนสามารถร่วมงานกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่สร้างสรรค์แคมเปญระดับสากลได้

005.jpg

▲ ผลงานของ Rukkit ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน จนสามารถร่วมงานแบรนด์ใหญ่ๆ ได้

ด้วยรูปแบบการโปรโมทผลงานตัวเองมีมากขึ้น จะช่วยสร้างโอกาสที่ตัวแทน หรือแบรนด์ จะสามารถเห็นผลงานจากเราเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันมีเว็บไซต์มากมายที่มีลักษณะสร้างเป็น Network และ Community ให้เราสามารถสร้างโปรไฟล์ของเรา รวมทั้งโชว์ผลงานได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Behance www.behance.net

นอกจากการพัฒนาผลงานของตัวเองแล้ว ส่วนที่สำคัญในยุคปัจจุบันคือการโปรโมทผลงานตัวเองให้กลายเป็น Personal Branding จะช่วยสร้างโอกาสให้กับตัว Graphic Designer ได้อย่างมหาศาล


จากแนวโน้มของวงการในปีที่ผ่านมา โดยรวมจะพบว่า Graphic Design ที่จะวางตัวเองเป็น Platform แบบเมื่อก่อนนั้น มีแนวโน้มที่จะวางตัวเองเป็น Content มากขึ้น โดยปัจจุบันมี Digital Platform ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น Graphic Designer จึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเรียนรู้การออกแบบเพื่อตอบสนองแต่ละ Platform ให้มีประสิทธิภาพที่สุด

ในระดับองค์กรเองก็ได้มีการปรับตัวมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นการเติบโตของบริษัท Digital Agency ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากหากเรามองว่าการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติ และในทุกการเปลี่ยนแปลงก็ย่อมมีโอกาสใหม่ๆ ควบคู่มาด้วยเสมอ

Graphic Designer ก็เช่นเดียวกัน ย่อมจะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น หากเราเตรียมตัวให้พร้อมกับทุกการเปลี่ยนแปลง



-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang