10 ปรากฏการณ์ด้าน Interactive Media & Experimental ที่จะทำให้โลกของ Visual Design สั่นสะเทือน

ในปี 2018 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีผลงานออกแบบทั้ง Interactive Media, Installation Art หรือ 3D Projection Mapping ที่น่าตื่นเต้นออกมาให้ได้เห็นมากมาย ด้วยปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมีส่วนสำคัญในการรองรับไอเดีย และจินตนาการของผู้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่

ผลงานที่ BEAR จะนำเสนอต่อไปนี้ มีหลายชิ้นที่สามารถพูดได้ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกในปี 2018 ซึ่งถือเป็นปีทองอีกปีของวงการออกแบบสื่อ เราได้เห็นผลงานที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเช่นการใช้ศักยภาพของ AR ได้อย่างเต็มที่ในการแสดงคอนเสิร์ต หรือจอ LED ที่เคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล สามารถทำงานสัมพันธ์กับภาพที่แสดงบนจอได้ รวมทั้งภาพกราฟิกแบบ 3D ที่สร้างจากการทำงานของคลื่นสมองของนักดนตรีในระหว่างเล่น นอกจากนี้จะมีผลงานอื่นๆ ที่น่าสนใจชิ้นใดบ้างเชิญติดตามกันได้เลย

Cover.jpg

1. Nike Mercurial - Time Interactive Installation

Brand Content ของรองเท้าฟุตบอล Nike รุ่น Mercurial ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับระหว่าง AKQA และ Mill+ ดีไซเนอร์ต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านการทดลอง Time Interactive โดยสร้าง Content ที่เกิดจากการทดลองของผู้เล่นเอง! เรียกว่าทั้งภาพแล้วก็เสียงที่แสดงบนจอในสนามจะตอบสนองต่อความเร็วของผู้เล่นในขณะนั้น!

เมื่อผู้เล่นก้าวเข้าสู่สนามที่ล้อมรอบด้วยหน้าจอ LED รอบทิศ 270 องศา ผู้เล่นจะก้าวเรียงตามเส้นทางการวิ่ง และการเลี้ยงลูกฟุตบอลแบบซิกแซก ก่อนที่จะเผชิญหน้ากับผู้รักษาประตูแบบ 1 ต่อ 1 แบบวัดใจ ทั้งนี้ เวลาของผู้เล่นแต่ละคนจะแสดงผลบนสกอร์บอร์ด แถมยังได้คลิปส่วนตัวในการเล่นของตัวเองติดมือกลับบ้านไปอีกต่างหาก

ผลงานได้แสดงถึงการใช้นวัตกรรมในการถ่ายทอดประสบการณ์สมจริงรวมทั้งได้ Content จากการมีส่วนร่วมของผู้เล่นในแบบฉบับของตัวเองที่สามารถแชร์ และส่งต่อได้ในสังคมออนไลน์ ซึ่งได้ผลงานกว่า 120 ผลงานที่ไม่ซ้ำใคร และมีการแชร์มากกว่า 2 ล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่ทำการเผยแพร่ออกไป น่าทึ่งทั้งในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ และเสียงตอบรับด้านความสำเร็จ


Director : Adam Grint 
Production Company : Mill+ 
Agency : AKQA


2. Lamborghini Urus | Kinetic Projection Show

เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการทำงานแบบ 3D Projection บน Array ซึ่งควบคุมโดยรอกที่เคลื่อนไหวไปมา นวัตกรรมเทคโนโลยีหลักของการแสดงนี้เป็นอัลกอริทึมที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ สามารถคำนวณการเคลื่อนที่แบบพลิ้วไหวของสามเหลี่ยมแสงทั้ง 56 ชิ้นได้อย่างแม่นยำจนน่าทึ่ง

ส่วนหลักของการตั้งค่าคือแผ่นสามเหลี่ยม 56 ชิ้นที่มีไฟ LED รอบพื้นที่ ทั้งหมดถูกควบคุมบนรอกแบบเคลื่อนไหวที่สามารถแยกจากกัน และรวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือนเฟรมผืนผ้าสำหรับการฉายภาพขนาดใหญ่ร่วมกับหน้าจอพื้นหลัง มีโปรเจ็กเตอร์ 14 เครื่อง ทำงานสอดประสานร่วมกับเสียงดนตรี และเทคนิคการจัดแสง รวมไปถึงเทคโนโลยีการฉายภาพที่ทันสมัยที่สุดระดับ 4K

 

Art Director : Daniil Kutuzov
Producer : Nikolay Nebolsin
Design Director : Ilya Balakin


3. „SAY_SUPERSTRINGS“ / A Real-Time Generative Installation Performance Of Electrical Activity In The Musician’s Brain!

อะไรอยู่ในหัวของนักดนตรีขณะที่พวกเขากำลังทำการแสดงคอนเสิร์ตอยู่? เชื่อว่าเป็นเรื่องที่หลายคนอาจเกิดตั้งคำถามที่ยากจะหาคำตอบนี้ แต่ใครจะคิดว่าในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น คำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบนี้จะได้รับการเฉลยออกมาด้วยผลลัพธ์อันน่าตื่นตะลึง เพราะเราไม่ใช่แค่เห็นสิ่งที่อยู่ในหัวของนักดนตรีเพียงท่านั้น แต่มันกลับถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของ Visual บนเวทีคอนเสิร์ตได้อย่างงดงาม!

เมื่อ Ouchhh ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมอันน่าทึ่งนี้โดยการแสดง Visual ภาพประกอบโชว์ในการแสดงคอนเสิร์ตจากคลื่นสมองแบบเรียลไทม์ของสามนักดนตรีจากเกาหลีใต้ และเยอรมัน โดยที่ภาพ Visual ในคอนเสิร์ตที่เรามองเห็นนั้น จะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของคลื่นสมองนักดนตรีระหว่างเล่นในแบบเรียลไทม์ เพลงต่อเพลง! ตัวโน๊ตต่อตัวโน๊ต!

Ouchhh ได้เปลี่ยนคลื่นสมอง Delta, Theta, Alpha, Beta และ Gamma เป็นประสบการณ์รูปแบบใหม่บนคอนเสิร์ตแบบเรียลไทม์ที่ล้อมรอบด้วยการสร้างข้อมูลเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก ความสนใจกลไกการได้ยิน และระบบประสาทบางส่วนด้วยอิเลคโตรโฟโตแกรม (EEG) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

 

Direction / Design / Animation / Coding : Ouchhh (ouchhh.tv)
Musician :
Bernhard Metz - Violin 
Manuel Von Der Nahmer - Violoncello 
Suyang Kim - Piano


4. Coca Cola - 3D Robotic Billboard

นี่คือนวัตกรรมที่น่าประทับใจที่สุดในวงการการสร้างสรรค์ Commercial ทั่วทั้งโลก สิ่งที่ว่านี้ก็คือป้ายบิลบอร์ดที่นอกจากจะมีความสูงเท่าตึก 6 ชั้น แล้วยังมีเทคโนโลยีที่ทำให้จอ LED 1,700 โมดูล สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งอย่างอิสระ หรือสัมพันธ์กัน นอกจากนี้ หน้าจอเหล่านี้ก็ยังสามารถขยับเคลื่อนไหวในแนวขึ้น และลงได้อย่างราบรื่น ทำให้เกิดภาพนั้นมีมิติ และสอดคล้องกับเนื้อหาวิดีในรูปแบบ 3D แบบที่เราสามารถกำหนดความเร็วความเร่ง และตำแหน่งของแต่ละโมดูลได้

ด้วยการสร้างต้นแบบที่เข้มงวด ผ่านการทดสอบทั่วสหรัฐอเมริกาในทุกฤดูกาล และสภาพอากาศ ทำให้เทคโนโลยีนี้นอกจากจะสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ยังสามารถเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการผสมผสานระหว่างเนื้อหา และการแสดงผลผ่านจอภาพแบบใหม่นี้ ผลงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ SXSW Award 2018 ในสาขา Interactive Innovation Award โดย Guinness World Records ได้ให้การรับรองว่าเป็นบิลบอร์ดเคลื่อนไหว 3 มิติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังถือว่าเป็นรายแรกของโลกที่สร้างสรรค์นวัตกรรมสุดว้าวนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ


5. Fluid Structure 360

งานศิลปะที่แต่ละคนจะได้เห็น และสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เรากำลังพูดถึงนวัตกรรมสุดล้ำของ Fluid Structure 360 ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ของงานศิลปะที่เนื้อหามีความต่อเนื่อง และสามารถตอบสนองต่อผู้ชมบน LED ที่ล้อมรอบห้องยาว 14 เมตรกว้าง 7 เมตร และสูงถึง 6 เมตร 

สำหรับผลงานภาพที่น่าทึ่งทั้งรูปฟอร์ม และการเคลื่อนไหวนั้น เกิดขึ้นจากผู้ชมที่ใช้การเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสร้าง interactive กับจาก LED ที่ล้อมรอบ โดยที่ภาพจะถูกประมวลผล และแสดงแบบ Real Time บนหน้าจอที่ล้อมรอบไปทั้งห้องแบบไร้สิ่งกีดขวาง เห็นแบบนี้แล้ว เชื่อได้เลยว่าในอนาคต เราจะได้เห็นงานศิลปะในรูปแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน


6. The eXPERIENCE + iNNOCENCE Tour

Direction และ Design ของโชว์ครั้งนี้ ยังคงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง U2 และ Willie Williams โดยความน่าสนใจอยู่ที่การสร้างทางเดินขึ้นใหม่กลางเวทีแล้วมีโครงสร้าง LED โปร่งแสงได้ถึง 75% ติดตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ชมทั้ง 2 ฝั่งสำหรับเรียกเสียงฮือฮาในช่วงเริ่มต้นของการแสดง และเพื่อเชื่อมต่อกับผู้ชมได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อสร้างช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสุดมัน โครงสร้างนี้มีความโปร่งใส และมีความละเอียดสูงกว่าที่เคยมีมาเป็นอย่างมาก (มากกว่าเวอร์ชั่น 2015 เกือบ 9 เท่าของพิกเซล)

02.jpg

นอกจากนี้ การแสดงยังมี AR แอพ U2 Experience ที่สร้างโดย Willie Williams และ Treatment Studios ที่นำประสบการณ์ AR มาไว้ในเพลงเปิด ผู้ชมจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับโชว์ด้วยเทคโนโลยี AR ที่ถือเป็นครั้งแรกในการแสดงทัวร์สด โดยหน้าจอของโทรศัพท์ AR ทำให้ผู้ชมทุกคนมีช่วงเวลาที่ใกล้ชิดกับ Bono เวอร์ชันเสมือนที่ปรากฏเป็นอวตารอยู่เหนือผู้ชมทั่วทั้งคอนเสิร์ต! ไม่จำเป็นต้องอธิบายเยอะว่าน่าตื่นเต้นขนาดไหน ให้ภาพเล่าเรื่องเองก็แล้วกันครับ

03.jpeg
04.jpeg
05.jpeg

7. DRAKE Aubrey & Three Migos Tour

มาที่คอนเสิร์ตกับ Visual Design และ Art Direction อีกครั้ง แม้จะไม่เหมือนกับ U2 ที่เอ่ยถึงเมื่อครู่ แต่ก็สร้างความน่าประทับใจได้ไม่แพ้กัน จนเราต้องหยิบขึ้นมาแชร์ให้ทุกคนได้เห็น เมื่อ Drake ได้สร้างเวทีที่พื้นทั้งหมดเป็น LED เพื่อแสดงภาพวิดีโอที่สามารถมองเห็นได้ 360 องศา! ด้วยปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเรื่องของการแสดง ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี จนเราอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่ามันจะเป็นไปได้หรือ แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นไปได้แล้วจริงๆ

Drake ได้เปิดตัว Aubrey & The Three Migos Tour ในความร่วมมือกับ Willo Perron (Creative Director) จาก TAIT พร้อมโจทย์สุดหินที่ว่าเขาต้องการให้สร้างเวทีที่มีพื้นทั้งหมดเป็น LED เพื่อแสดงภาพวิดีโอที่สามารถมองเห็นได้ 360 องศากลางสนามกีฬา!

จากโจทย์นั้น Drone 200 ตัว พื้น LED ดิจิตอล และรถเฟอร์รารี่สีเหลืองที่บินได้ก็ถูกเนรมิตขึ้นเป็นไฮไลต์ในด้านเทคนิคการแสดง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อหน้าจอ LED ที่ถูกติดตั้งบนพื้นของเวทียังสามารถฉายวิดีโอภาพแมงป่อง 3 มิติในกล่องที่อ้างอิงจาก Scorpion อัลบั้มล่าสุด หรือแม้แต่ฉากภาพของเครื่องบินน้ำแข็ง พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างรอยร้าวเมื่อเหยียบลงไป เช่นเดียวกับการติดตั้งแสง และดอกไม้ไฟที่ใช้ Drones 200 ตัว เพื่อช่วยเพิ่มแสงเหนือเวที เรียกว่าทำให้คนดูอ้าปากค้างไปตามๆ กัน

08.jpg

Aubrey & The Three Migos Tour การออกแบบโดยเล่นกับมุมมองของคนดู และขนาดเพื่อสร้างภาพที่น่าประทับใจในเชิงลึก และพื้นที่ 3 มิติพร้อมการแสดงอันทรงพลังของ Drake เพื่อประสบการณ์รับชมใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจจนเราต้องหยิบยกขึ้นมารวมอยู่ในหมวดชิ้นงาน Interactive Media & Experimental ที่อยากให้ทุกคนได้เห็นกัน

https://www.dezeen.com/2018/11/30/drake-migos-tour-willo-perron-set-design-drones-flying-ferrari/


8. Empire Of The Sun - Facial Motion Capture & Digital Human Technology

มิวสิควิดีโอนี้ใช้การจับภาพเคลื่อนไหวใบหน้า หรือ Facial Motion Capture โดย WOW รับผิดชอบในการกำหนดทิศทาง และการผลิตเพลง 'Way To Go' จากคอนเซ็ปต์การเดินทางของพวกเขาที่ดำดิ่งลงสู่ระดับวิญญาณจิต และกลมกลืนไปกับโลกเหนือจริง

เรื่องราวถูกถ่ายทอดออกมาคล้ายศิลปะในยุคดิจิทัลผ่านใบหน้าที่แสดงถึงตัวตนของแต่ละบุคคล ภาพต่างๆ นั้นได้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปภาพแนวหลอนประสาทท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่ดำน้ำลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ

ใบหน้าถูกสร้างขึ้นใหม่ในด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยใช้การสแกนภาพถ่าย วางเครื่องหมายบนใบหน้า เพื่อรวบรวมความแตกต่างของการแสดงออกทางสีหน้าในขณะที่พวกเขาร้องเพลง ข้อมูลที่บันทึกพร้อมกับข้อมูลเชิงคอมพิวเตอร์ของใบหน้าที่ได้จากการสแกนภาพถ่ายนั้น ถูกนำมาใช้ร่วมกับข้อมูลการจับการเคลื่อนไหวในการถ่ายภาพจริงจนออกมาเป็นผลงานที่แสนมหัศจรรย์อย่างที่ทุกคนได้ชมกัน


9. Stained Glass - Interactive Music Video

ผู้กำกับ Craig Allen ได้ทดลองที่สร้างสรรค์ Interactive Music Video ให้กับวงดนตรีคณะ Real Estate จาก New Jersey โดยลูกเล่นจะอยู่ที่ตัวผู้กำกับนั้นจะไม่สามารถกำกับโทนสีของชิ้นงานมิวสิควิดีโอนี้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าคนกำหนดโทนสีนั้นกลายเป็นผู้ชมนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือผู้ชมสามารถระบายสีในวิดีโอได้ตามที่ต้องการ ในขณะที่ MV กำลังเล่นอยู่

ในการสร้าง Animation ผู้กำกับให้สมาชิกในวงเล่น และร้องดนตรีจริงบนลู่วิ่งที่มีฉากหลังเป็น Green Screen และก็วาดภาพตามภาพที่ถ่ายทำมาแบบ frame by frame ในรูปแบบมีแค่เส้นขอบ Outline เหมือนเป็นแผ่นกระจกใสที่รองรับการแต่งแต้มสีสันของผู้ชมเอง ซึ่งจะมี MV ที่สามารถแชร์ผ่าน Social Media ได้ ในรูปแบบสีสันของตัวเองที่ไม่ซ้ำกับใคร สามารถคว้ารางวัลจากหลายสถาบันไปนอนกอด และหนึ่งในรางวัลใหญ่นั้นก็คือ Web Best Use of Animation or Motion Graphics 2018 จาก The Webby Awards


สามารถลองเล่นได้ที่ https://www.stainedglassvideo.com/

 

Artist : Real Estate 
Director / Creative : Craig Allen
Agency : Wieden+Kennedy 
Production Company : MediaMonks


10. DATA GATE

DATA GATE คือประติมากรรมที่ใช้ข้อมูลดาราศาสตร์ชิ้นแรกของโลกในรูปแบบ 360 องศา และมีน้ำหนักถึง 15 ตัน ประกอบด้วย 3 ส่วน รูปแบบโครงสร้าง แสง และพื้นที่ นับเป็นงานศิลปะชิ้นแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลกยี Machine Learning ในส่วนการค้นพบอวกาศ และการวิจัยทางดาราศาสตร์ผ่านชุดข้อมูล Kepler ขององค์การนาซ่า

โดยการใช้ข้อมูล Kepler ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงขององค์กรนาซ่านี้ จะช่วยให้ผู้คนสามารถสังเกตดาวเคราะห์นอกระบบที่โคจรรอบดาวฤกษ์อื่นๆ ซึ่งชีวิตมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้ โดย Ouchhh สร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้ ตั้งเป้าหมายให้เจ้า DATA GATE ได้รับการพิจารณาว่าเป็นประตูระหว่างดาวเคราะห์ของเรา และดาวเคราะห์ที่น่าอยู่อื่นๆ รอบจักรวาล

Ouchhh สร้างภาพ และจัดระเบียบผลการวิจัยของโครงข่ายประสาทเหล่านี้ เพื่อระบุดาวเคราะห์นอกระบบโดยใช้การลดปริมาณแสงของการไหลเวียนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผลงานได้เชิญชวนให้ผู้เข้าชมกระโดดเข้าสู่โลกใหม่ที่น่าสนใจผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส และเป็นอนุสาวรีย์แห่งความสนใจใคร่รู้ของมนุษยชาติที่ความต้องการการสำรวจอย่างลึกซึ้ง


-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang