Media Design Trends 2019

สุดท้าย แต่ไม่ใช่ท้ายที่สุด เราได้พาทุกคนเดินทางมาถึงหมวดหมู่สุดท้ายที่อยากให้ดีไซเนอร์ หรือผู้ที่สนใจในการออกแบบทุกคนได้รู้จัก และเรียนรู้เพื่อติดอาวุธให้กับไอเดียสุดสร้างสรรค์ของพวกคุณให้ดูน่าสนใจ และสามารถขยายขีดความสามารถครอบคลุมพื้นที่การออกแบบที่ตลาดต้องการ และสิ่งที่เราอยากจะแนะนำให้กับดีไซเนอร์ทุกคนได้รู้จักกันในวันนี้ ก็คือเทรนด์ หรือแนวโน้มของมีเดียที่น่าจะมีอัตราการเติบโต และเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2019 นั่นเอง

แนวโน้มหนึ่งที่สำคัญในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็คือการเติบโตของบริษัทด้าน Digital Media / Interactive Design ที่สามารถสร้างชื่อจากการสร้างนวัตกรรมสื่อใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์กับยุคออนไลน์เต็มรูปแบบ และหากคุณได้มีโอกาสลองเข้าเว็บไซต์บริษัทด้าน Animation หรือ VFX ก็จะเริ่มเห็นหมวดใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา นั่นก็คือ Game, Digital, VR และ Experimental นั่นแปลว่าตลาดที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้นั้นเติบโตขึ้นมากเช่นกัน

Screen Shot 2562-02-20 at 10.47.00.png

วงการออกแบบ และสร้างสรรค์ในปีนี้ เริ่มโฟกัสไปที่การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นด้วยแนวคิดที่ต้องการจะสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ และน่าตื่นเต้นมากขึ้นของผู้รับสาร โดยการดึงกลุ่มเป้าหมายมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Content ขึ้นเพื่อสื่อสารในรูปแบบของ Brand Experience & Activation

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มการสร้าง Content ในรูปแบบ Branded Entertainment ที่สอดแทรกเนื้อหาที่เป็นความบันเทิงในรูปแบบ Music Video, Short Film หรือ Series ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทั้งหมดนี้คือมิติใหม่ของงานด้านออกแบบ และสร้างสรรค์ในปี 2019 ที่เราอยากให้เพื่อนๆ ทุกคนได้เห็นกัน จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น ติดตามไปพร้อมกันได้เลยครับ


AR / VR / MR

แนวโน้มที่สารพัดแบรนด์ในแต่ละหมวดหมู่สินค้าที่มีมากมายนั้นจะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายโดยใช้ AR, VR หรือการผสมผสาน MR (Mixed Media) จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดย VR 360 ที่อยู่บน Online Platform สาธารณะอย่าง Youtube, Vimeo หรือ Facebook เริ่มทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้ง Platform ที่ต้องอาศัยแว่นตา VR ที่เพิ่มความหลากหลาย และผสมผสานกับสื่ออื่นๆ ในแบบ 4D บ้าง

▲ มิวสิกวิดีโอ Mixed Media ที่ผสมผสาน VR และ Hologram เพลง "The Aeronaut"ของ Billy Corgan ที่ได้รับรางวัล Grand Prix จากงาน Canne Lions ในหมวด Digital Craft

ส่วนด้าน AR นั้น การประยุกต์ในการใช้มีเดียประเภทนี้ได้เริ่มขยายจากสเกลเล็กไปสู่สเกลใหญ่มากขึ้น เช่น การแสดงคอนเสิร์ตที่ผู้ชมสามารถใช้อุปกรณ์ AR เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับศิลปินในแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

▲ การเปิดตัวเกมมือถือ Ingress Prime จาก Niantic โดยสร้างจาก AI เพื่อรับสมัครผู้เล่นใหม่สองฝ่ายตรงข้าม ในยุคของข่าวปลอม และการแฮ็กเพื่อส่งต่อความคิดเห็นของผู้คนในโลก กลุ่มคนเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการในสงครามโฆษณาชวนเชื่อผ่านรูปแบบ AR

โดยแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นในปี 2019 มากขึ้นเป็นอย่างมากก็คือจะมีการผสมผสานทั้ง AR, VR และสื่ออื่นๆ ในรูปแบบที่เรียกว่า MR หรือ Mixed Reality เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น

▲ VR Installation แบบเสมือนจริงจำลองการเดินทางสู่สวรรค์ ผ่านการสร้างป่าจำลองเพื่อปลุกความรู้สึก และการดื่มด่ำไปกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ยกระดับความสมจริงด้วยทราย ความร้อน ลม และแม้กระทั่งกลิ่น ทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกถึงองค์ประกอบของโลกแห่งความจริง ขณะที่เดินทางไปตามเส้นทาง และประสบการณ์เสมือนจริง ที่ผสมผสานโลกดิจิตอล และโลกทางกายภาพได้อย่างลงตัว


Experimental

ในปี 2019 นี้ แต่ละแบรนด์จะเริ่มงัดกลยุทธ์ทีเด็ดใหม่ๆ กันมาใช้อย่างเต็มที่ นั่นรวมไปถึงการกล้าที่จะสร้างอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นผ่านงานแนวทดลอง ตัวอย่างเช่น ผลงานของ Unit 9 ที่ทำให้กับ ASICS หรืองาน Nike Mercurial จาก The Mill รวมทั้งงาน ASUS ZenFone 5 จาก OK Go

ซึ่งงานลักษณะทดลองนั้นไม่ได้เน้นการสื่อสารที่ผลิตภัณฑ์ในด้านสรรพคุณ แต่จะเน้นสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ เพื่อเชื่อมโยงกับทัศนคติของแบรนด์ (Brand Story) ที่สื่อสารถึงภาพลักษณ์การเป็นผู้นำด้านคิดค้นอะไรใหม่ๆ และกล้าที่จะทดลอง ซึ่งทัศนคติแบบนี้จะสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

▲ ASICS Blackout: The Experiment การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมในสภาพแวดล้อมที่กำหนดไว้ ความโดดเด่นของสปอตไลท์ที่ติดตามนักวิ่งซึ่งแปลเป็นการออกแบบกราฟิก โดยใช้ความแตกต่างของภาพสูงภาพโมโนโครมทุกจุดสัมผัส

นอกจากจะสามารถสื่อสาร Brand Story ได้แล้ว เบื้องหลังการทำงานก็ยังสามารถเป็น Content ที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเบื้องหลังการทำงานที่น่าทึ่งจะสามารถเป็น Viral ที่ช่วยโปรโมทตัวแบรนด์ได้อีกทางหนึ่ง

▲ ASUS ZenFone 5 ที่ใช้หน้าจอจำนวน 89 เครื่องมาทำเป็นชุด และอีก 1139 จอ เพื่อสร้างเป็นกำแพงฉากหลัง โดยพัฒนาท่าเต้น และกราฟิกบนหน้าจอให้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน


Brand Film / Brand Content / Branded Entertainment

คุณเบื่อโฆษณาใช่ไหมล่ะ เราก็เบื่อเช่นเดียวกัน และเชื่อเถอะว่าเหล่านักการตลาดของแต่ละแบรนด์ก็รู้สึกไม่ต่างกับคุณเมื่อเขาต้องอยู่ในบทบาทของผู้บริโภคของแบรนด์อื่น แต่ไม่ว่าอย่างไร การโฆษณาก็จะยังคงอยู่ต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบให้มีความน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น

รูปแบบของการทำโฆษณาที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนที่อยู่ในรูป TVC นั้นจะถูกมาเป็นรูปแบบออนไลน์ ที่เรียกว่า Brand Film หรือ Brand Content มากขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาแล้ว ลักษณะเด่นที่สำคัญอีกอย่างก็คือสามารถตอบสนองต่อผู้ชม หรือมี Interaction กับผู้ชมได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การที่ให้ผู้ชมสามารถเลือกตอนจบได้เอง เหล่านี้ถือเป็นความสนุกสนานที่ชดเชยรูปแบบ TVC แบบเดิมๆ ที่น่าเบื่อได้เป็นอย่างดี

ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาที่ถูกทำลายลงไปผ่านช่องทางการเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ศักยภาพในเรื่องการเล่าเรื่องที่มีรายละเอียดในรูปแบบ Film จึงถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่

▲ Brand Film ที่อบอุ่นใจบอกเล่าเรื่องราวในแบบที่ Animation โดยพัฒนาตัวละครจากโลโก้ของ JD.com ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่ารักของสุนัข นกกระสา และหนอน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวง่ายๆ ที่ไม่มีบทสนทนา บอกเล่าผ่านการแสดงออกทางสีหน้า และท่าทางที่เหมาะสมแต่ก็สามารถสื่อถึงแบรนด์ได้

▲ Brand Film ที่กำกับโดย Mischa Rozema และผลิตโดย Post Panic ที่ทำให้กับลูกค้า Liberty Global งานถ่ายทำในปารีสชิ้นนี้ พาสำรวจช่วงเวลาที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และโทรทัศน์

ส่วนที่เห็นได้ชัดเจน Branded Entertainment ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของ Music Video ที่แบรนด์สอดแทรกไปอยู่ในความบันเทิงอย่างแนบเนียน โดยไม่ได้ไปรบกวนความบันเทิง หรือสร้างความสะดุดในความรู้สึกของผู้ชม

▲ Branded Entertainment ในรูปแบบของ Music Video จาก OK Go ที่ถือเป็น Influencer ที่ทรงอิทธิพลในยุคออนไลน์ โดย Music Video แต่ละตัวของ OK Go มักจะสร้างทั้งความน่าทึ่ง และความบันเทิงให้ผู้ชม OK Go จึงได้ร่วมกับแบรนด์ระดับโลกมากมาย


User Generated Content (UGC)

ผลงานในรูปแบบนี้ ถูกนำมาใช้เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้ใช้ทุกคนมี Social Media ของตัว และต้องการมีส่วนร่วมกับกระแส หรือปรากฎการณ์ในรูปแบบของตัวเอง ซึ่งผู้ใช้จะสามารถ Custom แล้วสร้างเป็น Content ในรูปแบบของตัวเอง และสามารถแชร์ใน Social Media ได้

Feb 20.jpg

▲ Nike ในฐานะผู้บุกเบิกในพื้นที่ UGC แล้ว ได้สร้างวิธีการให้ลูกค้าส่งรูปถ่ายแบรนด์ผ่านแคมเปญ PHOTOiD โดยมีการโพสต์ใน Instagram มากกว่า 15 ล้านโพสต์ที่มีแฮชแท็ก #JustDoIt และเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ (UGC) ส่วนใหญ่นี้สามารถช่วยให้ Nike กระตุ้นผู้ติดตาม และความคิดเห็นเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียเป็นโพสต์ในเชิงบวก

จากเทรนด์นี้เอง วงการออกแบบจึงมักนำมาใช้สำหรับการโปรโมทแคมเปญต่างๆ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของการใช้มีเดียในรูปแบบนี้ก็คือแคมเปญโปรโมทของค่ายภาพยนตร์ A24 ที่ทำงานร่วมกับ Watson DG ที่ใช้กลยุทธ์นี้โปรโมทผ่านออนไลน์จนภาพยนตร์หลายเรื่องกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึง

▲ Watson DG ได้สร้างแคมเปญนี้เพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจ โดยให้แฟนๆ และผู้ชมภาพยนตร์ที่สนใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถสร้างภาพที่มีลักษณะของการบิด และยืดภาพ ซึ่งการสร้างแต่ละภาพจะมาจากการตอบคำถาม โดยผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เหมือนกัน


กล่าวโดยรวมแล้ว แนวโน้มในปี 2019 สื่อจะมีรูปแบบของการผสมผสานในทุกรูปแบบ หรือ Mixed Media ที่เน้นสร้างประสบการณ์ (Experience) ใหม่ๆ ให้กับผู้ชม โดยที่ส่วนของ Content จะมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งผู้ชมจะมีส่วนร่วมในการสร้าง Content ในรูปแบบของตนเอง รวมทั้ง Content ต่างๆ จะมีการสอดแทรก Brand เข้าไปผ่านสื่อความบันเทิงมากขึ้น มีความแนบเนียนมากขึ้น จนบางครั้งเพลงที่ศิลปินเผยแพร่ออกมาก็จะทำขึ้นมาเพื่อโปรโมทสินค้านั้นๆ โดยเฉพาะ 

ถึงแม้รูปแบบ และเนื้อหาของสื่อนั้นจะมีความจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของโลกในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็คือโลกยังต้องการผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีคุณค่าอยู่เสมอไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็ตาม

-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang