' Editor ' อาชีพที่เป็นมากกว่าการนำภาพมาเรียงต่อกัน

Cover 1.jpg

คนตัดต่อ หรือคนลำดับภาพ (Editor) จะมีหน้าที่คล้ายกับ Conductor ในวง Orchestra ที่เป็นผู้กำหนดจังหวะของทุกองค์ประกอบในแต่ละฉากให้มีความเหมาะสม และร้อยเรียงเป็นภาพรวมของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง ถึงขั้นที่ผู้กำกับหลายคนเคยกล่าวว่า Editor คือผู้ที่มีส่วนกำกับผลงานร่างสุดท้ายร่วมกับผู้กำกับ เพราะ Editor จะต้องเห็นภาพทุกภาพ และทุกการแสดงของตัวละครที่เกิดจากขั้นตอนการถ่ายทำ เพื่อหาวิธีการเล่าเรื่องตามวัตถุประสงค์ของผู้กำกับ เพราะเหตุนี้ Editor จึงถือเป็นด่านสุดท้ายที่มีส่วนในการกำหนด และควบคุมเนื้อหาก่อนที่จะถูกส่งไปยัง Colorist หรือทีม Sound

ทั้งนี้ Editor มีหน้าที่ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างหลากหลายระดับ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการทำงาน ไล่ตั้งแต่ ภาพยนตร์, ซีรีส์, ภาพยนตร์โฆษณา, สารคดี, มิวสิควิดีโอ, Vlog รวมทั้ง Video Content บนสื่อออนไลน์ต่างๆ

ซึ่งวันนี้ BEAR จะพามาทำความรู้จักกับศาสตร์ของการตัดต่อให้มากขึ้น ในบทความนี้จะนำเสนอศิลปะในการสร้างจังหวะ และการขับเคลื่อนเรื่องราวให้มีความน่าสนใจ ซึ่งมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เชิญติดตามไปพร้อมๆ กัน


Video / Film Editing?

สำหรับกระบวนการผลิตผลงานออกมาหนึ่งชิ้น ผลงานจะถูกกำกับ และควบคุมทิศทางจากผู้กำกับโดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างบท ไปสู่ขั้นตอนการถ่ายทำ รวมทั้งส่วนที่สำคัญคือขั้นตอนการตัดต่อ เรียกว่าบางครั้งผลงานอาจถูกตัดต่อจนแทบจะเป็นเรื่องใหม่ในห้องตัดต่อเลยด้วยซ้ำ 

โดยหน้าที่หลักของ Editor คือการจัดการเชิงภาพ (Visually) และเชิงอารมณ์ความรู้สึก (Emotionally) จากภาพที่ได้มาจากขั้นตอนของการถ่ายทำ โดยนำมาจัดการเรียบเรียงให้อยู่ในรูปแบบ (Format) ของการเล่าเรื่องแบบต่างๆ เช่น ภาพยนตร์, ภาพยนตร์โฆษณา หรือมิวสิควิดีโอ ทั้งนี้อาจมีเวลาเป็นตัวควบคุมของสื่อแต่ละประเภท โดย Editor จะต้องทำความเข้าใจบท และสำรวจดูภาพ (Footage) ที่ได้มาทั้งหมดเพื่อค้นหาวิธีการร่วมกับผู้กำกับว่าจะเล่าเรื่องออกมาในทางทิศทางใด ซึ่งบางครั้งในขั้นการตัดต่อผู้กำกับอาจมีการทดลองเปลี่ยนภาพ หรือสลับภาพ จนเกิดเป็นทิศทางการเล่าเรื่องแบบใหม่ที่เกิดจากขั้นตอนนี้ อาจมีความแตกต่างจากบทที่เขียน หรือการถ่ายทำที่ได้มาก็ได้

▲ Molly Shannon แสดงให้เห็นถึงพลังของศิลปะในการตัดต่อภาพยนตร์ ที่สามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกได้ผ่านกระบวนการตัดต่อ


The Art of Editing

หากหน้าที่สำคัญของ Editor คือการควบคุมจังหวะภาพ และอารมณ์ของผลงาน ดังนั้นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ Editor จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจก็คือศิลปะในการสร้างจังหวะ (Pacing & Rhythm) และการขับเคลื่อนเรื่องราวให้มีความลื่นไหล (Movement & Flow) ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

Pacing & Rhythm

“จังหวะ” มีความสำคัญกับงานตัดต่อเป็นอย่างมาก เพราะการกำหนดจังหวะของฉากแต่ละฉากจะมีความสำคัญต่อแง่มุมของการเล่าเรื่องตลอดจนการสร้างความรู้สึกต่อเรื่องราว จังหวะไหนตัดแล้วทำให้ภาพมีผลกระทบต่อเรื่องราว หรือจังหวะไหนควรสร้างอารมณ์ความรู้สึกแบบไหน

▲ วิดีโอรวมไฮไลท์ผลิตภัณฑ์ของ Apple ในปี 2018 ความยาว 108 วินาที ถูกนำเสนอด้วยวิธีการตัดต่อที่กระชับ อย่างมีจังหวะจะโคน

การสร้างจังหวะจะทำให้ผลงานมี Dynamic มีจังหวะจะโคน มีช่วงเกริ่นนำ ช่วงเร่ง ช่วงผ่อน ช่วงส่ง และช่วงสำคัญของผลงาน โดยการจัดวางเวลาในแต่ละ Sequence ว่าแต่ละช่วงจะทำหน้าที่ใด จะช่วยให้งานมีจุดเน้นความสำคัญของผลงาน ซึ่งแต่ละ Sequence จะต้องมีความกลมกลืน ต่อเนื่องไหลลื่นเป็นผลงานชิ้นเดียวกัน

▲ งานภาพยนตร์โฆษณาของ Pepsi ที่จังหวะการตัดช่วยสร้างอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันระหว่างความจำเจ และความกระปรี้กระเปร่า

Editor จำเป็นต้องรู้ว่าจังหวะเวลาไหนควรตัดภาพ จังหวะเวลาไหนควรปล่อยภาพ เพราะหากตัดเร็ว หรือช้าบางครั้งอาจเปลี่ยนความรู้สึก ความหมาย หรือการแสดงของตัวละครเลยก็ได้ เหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเฉพาะตัวของนักตัดต่อ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล กล่าวได้ว่าหากเรามอบฟุตเทจวิดีโอดิบที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกอย่างไปให้ Editor สิบคน คุณก็จะได้หนังออกมาสิบเรื่องที่ให้ความรู้สึกในตอนรับชมที่ไม่เหมือนกันเลย เหล่านี้เองที่เป็นพลังของการตัดต่อ

▲ Trailer นี้เป็นเวอร์ชั่น Director‘s Cut ที่ Devid Fincher ผู้กำกับควบคุมการตัดต่อเอง ซึ่งใช้ดนตรีเป็นตัวควบคุมจังหวะ เพื่อทำให้คนดูมุ่งไปข้างหน้าเพื่อค้นหาคำตอบ

การตัดต่อที่เน้นจังหวะนั้น เสียง (Sound) แบบต่างๆ ทั้งดนตรีประกอบ บทสนทนา หรือเอฟเฟ็กต์ จะมีความสำคัญมากในฐานะตัวคุมจังหวะ และการสร้าง Dynamic ดังนั้นนอกจาก Editor จะต้องมีทักษะด้านภาพแล้ว ยังต้องมีทักษะด้านเสียงอีกด้วย

Movement & Flow

การขับเคลื่อนเรื่องราว และอารมณ์ จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเล่าเรื่องด้วยภาพ และการใช้องค์ประกอบต่างๆ ทางภาพยนตร์ เช่น การจัดองค์ประกอบภาพ เสียง และการออกแบบ เพื่อสนับสนุนการเล่าเรื่อง และมุมมองของผู้กำกับ

บางครั้ง Editor กับผู้กำกับมีส่วนร่วมสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งขั้นตอนการถ่ายทำ การเข้าใจในโครงสร้างของผลงาน ตัวละคร หรือบทสนทนา ตั้งแต่ต้น จะทำให้ Editor เห็นภาพรวมของผลงาน เพื่อวางแผนการแบ่งส่วนเพื่อสร้าง Movement ให้กับผลงาน

▲ การตัดที่เน้น Movement และ Flow ของงานถึงแม้ไม่ใช่ภาพที่น่าตื่นเต้น แต่ก็สามารถสร้างความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาได้

Editor ต้องเข้าใจว่าแต่ละฉากต้องการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกแบบใด เช่น ฉากไหนต้องการความตื่นเต้น หรือฉากไหนต้องการความโศกเศร้า การตัดต่อจะสามารถกำหนดลักษณะ และมุมมองในการเล่าเรื่องเพื่อสื่อความหมายในแต่ละฉากได้ ซึ่งบางครั้งภาพที่ได้จากการเซ็ตถ่ายในแบบเดียวกัน เมื่อถูกจัดวางในจังหวะที่แตกต่างกันอาจสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้

▲ งานเน้นบทสนทนาที่ใช้การเชื่อมฉากแต่ละฉากด้วยดนตรี การเลือกภาพในมุมมองที่หลากหลาย การเคลื่อนกล้องที่ต่อเนื่อง ทำให้งานที่มี Movement ที่ลื่นไหล


ถึงตรงนี้อาจจะทำให้บทบาทของ Editor ที่มีต่อการสร้างสรรค์ผลงานแบบต่างๆ เห็นภาพกว้างขึ้นว่าการตัดต่อที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การใช้ซอฟต์แวร์เพื่อนำภาพมาเรียงต่อกันแล้วใส่ดนตรีประกอบ แต่ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และสั่งสมมาตั้งแต่ขั้นตอนของสคริปต์ หรือโปรดักชันจนเกิดเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ที่สุดนั่นเอง สำหรับในบทความต่อๆ ไป BEAR จะนำเสนอเทคนิควิธีการตัดต่อต่างๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างเช่น Cutting and Transition ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang