‘Best Color Grading Films’ 10 อันดับภาพยนตร์ที่สีสวยตลอดกาล

Cover.jpg

สำหรับวงการสื่อภาพเคลื่อนไหว ถึงแม้สถาบันทางภาพยนตร์อย่าง Oscar ยังไม่มีการมอบรางวัลให้กับภาพยนตร์ที่มีสียอดเยี่ยม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีคือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อน และถ่ายทอดเรื่องราว แต่สำหรับ Music Video งานประกวดระดับโลกอย่าง UKMVA ได้จัดให้มีการมอบรางวัลให้กับ Music Video ที่มีสียอดเยี่ยมในสาขา Best of Color Grading

โดยสีที่ปรากฏในสื่อภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ล้วนแต่มีผลมาจากผู้สร้างได้จัดวาง และปรับแต่งอย่างรอบคอบในแต่ละเฟรม โดยการใช้สี ถือเป็นกลวิธีหนึ่งที่ผู้สร้างภาพยนตร์ใช้เพื่อบรรยายภาพที่ปรากฎให้มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีก 

ในยุคแรกๆ เพื่อให้ได้สีที่แตกต่าง ผู้สร้างภาพยนตร์จะต้องหมกมุ่นกับการย้อมสีด้วยสารเคมี หรือการวาดด้วยมือลงบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก จนกระทั่งเกิด Technicolor ที่เป็นกระบวนการปรับสีผ่านฟิล์ม จนปัจจุบันที่การปรับแก้สี สามารถทำได้ในขั้น Post Production ในรูปแบบ Digital เต็มรูปแบบ

วันนี้ BEAR ขอนำเสนอ 10 ภาพยนตร์ในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้สีที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล ซึ่งจะมีภาพยนตร์เรื่องใดบ้าง ลองติดตามกันดูครับ ไม่แน่ว่าอาจจะมีเรื่องโปรดโดนใจคุณอยู่ในนั้นด้วยก็ได้


1. Vertigo (1958)

Vertigo ของ Alfred Hitchcock อัดแน่นไปด้วยองค์ประกอบที่น่าสนใจตั้งแต่สัญลักษณ์ของเกลียว และดอกไม้ ไปจนถึงการใช้เทคนิคการ Zoom/Dolly แต่องค์ประกอบที่น่าสนใจที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือวิธีที่การเชื่อมโยงสีกับตัวละคร และความรู้สึกนึกคิดของตัวละครนั้น รวมทั้งการใช้สีเพื่อเล่าความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงของตัวละคร

แต่นอกเหนือจากการถ่ายทอดลักษณะ และความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวแล้ว Hitchcock ยังเลือกใช้สีโดยเฉพาะสีแดง และสีเขียวแทนนักแสดงนำ?!? ฟังดูประหลาด แต่นั่นคือแนวคิดของ Alfred Hitchcock ที่ต้องการเชื่อมโยงเข้ากับธีมหลักของภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความลึกลับ ความกลัว และความรัก ซึ่ง Vertigo นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ให้สีได้โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคของฟิล์ม


2. 2001: A Space Odyssey (1968)

ผลงานระดับตำนานของ Stanley Kubrick ที่จำเป็นจะต้องพูดถึงเป็นอย่างยิ่ง ด้วยผลงานด้านภาพในระดับ Icon แห่งยุคสมัย ที่ทำให้ผู้ชมเคลิบเคลิ้มกับเสน่ห์ของการออกแบบงานสร้าง และการวางโครงสร้างของชุดสีในภาพยนตร์ ซึ่ง 2001: A Space Odyssey ถือเป็นนิยามใหม่ของความน่ากลัวในแบบ Sci-Fi ที่ยังคงคลาสสิกอยู่ โดยเรื่องสีของภาพยนตร์ในแต่ละเฟรมนั้นถูกจัดการอย่างพิถีพิถัน และเต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนอยู่มากมาย

Kubrick เลือกใช้การจัดวางสีเป็นสัญลักษณ์ เพื่อสร้างความรู้สึก และแนวคิดที่แตกต่างกันในบางฉาก โดยสีแรกที่ผู้ชมสัมผัสได้คือสีดำ ภาพยนตร์เปิดเรื่องขึ้นมาด้วยหน้าจอสีดำสนิท เป็นสัญลักษณ์ของความว่างเปล่าที่มีอยู่ก่อนการสร้างชีวิตบนโลก หรือในจักรวาล ก่อนจะเข้าสู่การใช้สีแดงที่สำคัญที่สุด ตั้งแต่ท้องฟ้า แสงในห้องนักบิน รวมทั้งชุดนักบินเพื่อสื่อถึงความอันตราย ความน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเริ่มต้นภูมิปัญญาใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แสวงหาคำตอบจากจักรวาล ส่วนสีขาวมักใช้ตรงกันข้ามกับสีอื่นๆ โดยเฉพาะสีแดง ซึ่งบ่งบอกถึงความไร้เดียงสาของมนุษย์ต่อจักวาลที่ยังไม่รู้จัก ถือเป็นอีกเรื่องที่เราอยากแนะนำให้กับผู้สนใจเรื่อง Color Grading ได้ดู


3. The Shining (1980)

Stanley Kubrick คนเดิมคนนี้นั้น ถือว่าขึ้นชื่อในเรื่องการหมกมุ่นกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในภาพยนตร์ กับผลงานเรื่อง The Shining หนังสยองขวัญ ผลงานคลาสสิกที่ไร้กาลเวลาเรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกเรื่องของเขาที่โดดเด่นเรื่องสีเป็นอย่างมาก

โดยสีเขียว และสีแดงยังคงถูกนำมาใช้เพื่อสื่อให้เห็นถึงพลังแห่งธรรมชาติ แต่เมื่อความหนาวเย็นของหิมะเข้ามาปกคลุม ก็กำจัดพลังธรรมชาติเหล่านี้ออกไป ทำให้ฉากกลายเป็นสีขาว และสีแดง ที่เนื้อเรื่องเริ่มตัวละครเข้าสู่ความกลัว ซึ่งหิมะ และต้นไม้ ถือเป็นสัญญะที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในภาพยนตร์เรื่องนี้

นอกจากนั้น Kubrick ยังใช้สีเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละคร Jack Nicholson โดยในส่วนแรกของภาพยนตร์เขาสวมแจ็คเก็ตสีเขียวในทุกๆ ฉาก แต่หลังจากที่เขาเริ่มเป็นฆาตกร เขาก็เริ่มสวมแจ็คเก็ตสีแดง


4. Songs from the Second Floor (2000)

ผลงานกำกับของ Roy Andersson ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสวีเดน ที่มีเอกลักษณ์อันชัดเจน อาทิ ตัวละครทุกตัวที่แสดงแบบไร้อารมณ์ การวางองค์ประกอบภาพ และการวางโครงสีในโทนที่จืดชืด แต่มีความพิถีพิถันจนกลายเป็นความงามอีกรูปแบบหนึ่ง

Songs from the Second Floor เป็นภาพยนตร์ตลกร้าย อารมณ์ขันแบบขื่นๆ ที่ Roy Andersson ออกแบบงานสร้าง การจัดแสง การแต่งหน้า และเครื่องแต่งกายของเขาทั้งหมด เป็นสีโทนหม่นหมอง เขียว เหลือง บนฟ้าหม่นๆ ตัวละครก็แต่งหน้าซีดขาวเหมือนซากศพ ดูไร้ชีวิตชีวา

ซึ่งการใช้สีอันเป็นเอกลักษณ์ของ Andersson นั้นมีความชัดเจนตั้งแต่สมัยที่เขาทำงานโฆษณา บรรยากาศภายใต้โทนสีของแสงตะวันที่เปลี่ยนเป็นสีเขียวของโรงพยาบาล ปกคลุมต่อเนื่องผลงานทั้งหมด สีสันที่จืดชืดจะสะท้อนตัวละครที่ไร้ความรู้สึก และสภาพจิตวิญญาณที่เปราะบางที่ถูกทำลายลง


5. In The Mood for Love (2000)

คนภาพยนตร์อาจคุ้นเคยกับภาพยนตร์สุดคลาสสิกเรื่องนี้เป็นอย่างดี หลายคนมักเอ่ยชมในเรื่องฝีมือนักแสดง และ Art Direction กัน แต่เราจะพูดถึงเรื่องการให้สี เพราะสีใน In The Mood For Love นั้นถึงขั้นได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในหลายสำนัก เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้กำกับ Wong Kar-Wai และช่างภาพ Christopher Doyle

ผลงานของ Wong Kar-Wai ในหลายๆ เรื่องเลือกนำเสนอด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่เน้นบรรยากาศ อารมณ์ เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว โดยไม่ได้เน้นพล็อตเพื่อดำเนินเรื่องที่สลับซับซ้อน สีจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทรงพลังที่สุด โดยความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเก็บงำความรู้สึกไว้ ถูกสะท้อนผ่านสีของฉาก และเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาที่มีอารมณ์อันเจ็บปวดรวดร้าวของตัวละคร

สีหลักจึงเป็นสีสันในโทนสีแดงเข้ม และสีดำ โดยมีสีเครื่องแต่งกายของตัวละครหญิงที่เป็นตัวสื่ออารมณ์ความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลา เช่น สีขาว สีดำ สีแดง หรือสีน้ำเงิน


6. O Brother Where Art Thou (2000)

O Brother Where Art Thou เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้การทำ Color Grading แบบ Digital อย่างเต็มรูปแบบเรื่องแรก เป็นผลงานกำกับของสองพี่น้อง Joel และ Ethan Coen

ความแม่นยำ และขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นของรูปแบบ Digital เป็นประโยชน์ต่อหนังเรื่องนี้ที่ต้องการภาพที่แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยฝุ่นละออง แต่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นเวลาสีเขียวอันชุ่มฉ่ำของปี กระบวนการ Color Grading สามารถทำผ่านขั้น Post Production ทั้งหมดจนได้เป็นภาพยนตร์ที่มีโทนสีแบบน้ำตาลอมเขียวอย่างที่เห็น

สีที่สดใส และสมจริงตามธรรมชาติ ถูกลดทอนให้เหลือคู่สีเพียงไม่กี่คู่สี ซึ่งเป็นความพยายามทดลอง สร้างสรรค์สไตล์สีของผู้กำกับ ซึ่งก็เป็นการวางรากฐาน และสร้างเอกลักษณ์ให้กับภาพยนตร์ของสองพี่น้อง Coen ในหลายเรื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


7. The Royal Tenenbaums (2001)

The Royal Tenenbaums เป็นเหมือนกับหนังของ Wes Anderson หลายเรื่องที่มีความโดดเด่นเรื่องการใช้สี และการจัดองค์ประกอบภาพแบบสมมาตรที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือเป็นผลงานที่จุดเริ่มต้นของการสร้างภาษาภาพในแบบ Wes Anderson ก็ว่าได้

การใช้สีสันเพื่อสร้างบรรยากาศ สถานที่ และการแต่งกายของตัวละครด้วยสีแบบพาสเทลในคู่สีที่หลากหลายผสมกับกลิ่นอายแบบย้อนยุค ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ภาพที่แปลกใหม่กับผู้รับชมหนังของเขาที่เนื้อเรื่องจะห่อหุ้มด้วยบรรยากาศของความ Surreal เป็นระยะๆ ผสมผสานกับการใช้สีที่แปลกแตกต่างไปจากสีตามธรรมชาติสามารถช่วยสนับสนุนเรื่องราว และสร้างความแตกต่างได้เป็นอย่างดี


8. Hero (2002)

Hero เป็นภาพยนตร์ว่าด้วยศิลปะการต่อสู้ และปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ของจีน ผลงานที่ผู้กำกับจีน Zhang Yimou ที่ให้ความสำคัญกับการนำศิลปะตะวันออกมาใส่ในภาพยนตร์ โดยเฉพาะเรื่องสีสันที่ปรากฏในผลงานของเขาในทุกๆ เรื่อง

สำหรับการใช้สีในแต่ละส่วนของภาพยนตร์ จะถูกแบ่งออกอย่างชัดเจน เป็น 5 สีหลักที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบธาตุ ได้แก่ น้ำ(ดำ) ไฟ(แดง) ไม้(น้ำเงิน/เขียว) โลหะ(ขาว) ดิน(เหลือง) โดยสีแต่ละสีล้วนมีความหมายในวัฒนธรรมจีน โดยผู้ชมจะได้รับสุนทรียภาพอย่างเต็มอิ่ม 


9. Sin City (2005)

ผลงานภาพยนตร์ Film Noir ของ Frank Miller ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนของเขาเอง โดย Sin City เลือกใช้โทนสีแบบขาวดำเป็นหลักตลอดทั้งเรื่อง โดยการใช้สี และการจัดแสงที่หยิบยืมรูปแบบมาจากหนังสือการ์ตูนจนกลายเป็นลายเซ็นของ Frank Miller ที่ใช้สร้างภาพยนตร์อีกหลายเรื่องในเวลาต่อมา

Sin City มีฉากความรุนแรงหลายฉาก การใช้สีโมโนโครมจึงมีส่วนช่วยให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลาย และลดทอนปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงจากภาพ โดยเลือกแสดงเฉพาะบางสี เช่น สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ในบางส่วนที่มีความสำคัญของภาพยนตร์ โดยสีแต่ละสีจะถูกใช้เพื่อสื่อสารอารมณ์ และเล่าเรื่องราว และบุคลิกของตัวละครแต่ละตัว เช่น สีแดงในฉากที่เกี่ยวกับความรุนแรง หรือความรัก รวมทั้งสีน้ำเงินที่ใช้กับตัวละครที่เชื่อใจได้ เป็นต้น


10. The Fall (2006)

The Fall เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของผู้กำกับ Tarsem Singh ผู้กำกับชาวอินเดียน - อเมริกัน เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีการออกแบบงานสร้าง และการใช้สีที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน จนมีคนเรียกสไตล์แบบนี้ว่าเป็นสไตล์ภาพยนตร์แบบ Tarsem

Tarsem เลือกใช้สีที่ฉูดฉาด หลากหลายคู่สี และมีความเกินจริง เพื่อช่วยในการพัฒนาพล็อต และอารมณ์การเล่าเรื่องราวในจินตนาการของเด็กสาวคนหนึ่ง ไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยสีสันราวกับดินแดนในเทพนิยาย โดยการใช้สีมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในแต่ละส่วนของภาพยนตร์ และสื่อสารอารมณ์ของการเล่าเรื่องได้อย่างทรงพลัง


สำหรับบทความที่เกี่ยวกับการทำ Color Grading บทความนี้ เราได้พาให้ทุกคนมาทำความรู้จักกับภาพยนตร์ที่ให้สีโดดเด่นมากมาย แต่เหล่านั้นก็ถือเป็นแค่เพียงเรื่องราวของการทำสีในภาพยนตร์แค่เพียงเบื้องต้นเท่านั้น ในบทความต่อๆ ไป เราจะเริ่มนำเสนอเกี่ยวกับการใช้สีสำหรับการเล่าเรื่องในงานภาพเคลื่อนไหวที่ลงรายละเอียดไปจนถึงการให้สีสัน และเทคนิควิธีของผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหนฝากติดตามกันด้วยนะครับ

-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang