Dynamic Composition ในงาน Motion Graphics

บ่อยครั้งที่งาน Motion Graphics และ Animation นั้น จำเป็นต้องใช้พลังของภาพในการเล่าเรื่องเป็นหลัก ซึ่งการที่จะตรึงผู้ชมให้อยู่กับผลงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่ผู้ชมมีความอดทนต่อการรับดูรับฟังต่ำ และมีเวลาค่อนข้างน้อยในการเสพสื่อต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบไม่ว่าจะมือโปรฯ หรือมือสมัครเล่น ต่างก็ต้องงัดสารพัดเทคนิคขึ้นมาเพื่อจัดการคนดูให้อยู่หมัด วันนี้เราอยากจะยกหนึ่งในเทคนิคเหล่านั้นขึ้นมาแชร์ให้ผู้ที่สนใจในการทำ Motion Graphics หรือ Animation ทุกคนได้รู้จักกัน นั่นก็คือเทคนิคที่เรียกว่า Dynamic Composition นั่นเอง

สำหรับคนที่อยู่สาย Graphics Design หรือแม้แต่สายการถ่ายภาพก็ไม่ต้องน้อยใจไปนะครับ เพราะเจ้า Dynamic Composition ที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ คนที่ทำงานออกแบบกราฟิก งานวิดีโอโปรดักชัน หรือแม้แต่สนใจเรื่องการถ่ายภาพ ทั้งถ่ายภาพเป็นอาชีพ หรือถ่ายเล่นๆ กับพรรคพวกลงใน Facebook Instagram หรือ Social Media อื่นๆ ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานของคุณได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่เราจะพูดถึงในวันนี้จะเป็นเรื่องการจัดองค์ประกอบของภาพ หรือ Composition ที่เป็นส่วนสำคัญในสิ่งที่คุณสนใจอยู่เช่นกัน เรียกว่าบทความนี้มีประโยชน์กับทุกๆ คนแน่นอน

วันนี้ BEAR จะขอพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดวางองค์ประกอบของภาพนั้นมีความสำคัญต่อการออกแบบของดีไซเนอร์แค่ไหนนอกจากนั้น เราจะขอนำเสนอเทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพแบบ Dynamic Composition ซึ่งแม้จะมีความซับซ้อนกว่าการจัดองค์ประกอบภาพที่เป็นภาพนิ่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องยากจนทำให้ทุกคนท้อแต่อย่างใด เพราะถ้าคุณเข้าใจในหลักการที่เป็นหัวใจของมัน เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายจนแม้แต่ตัวคุณเองก็ยังแปลกใจ

รายละเอียดจะเป็นอย่างไร อยากให้ผู้ที่สนใจในงาน Motion Graphics Design และ Animation ตลอดจนแขนงงานสร้างสรรค์อื่นๆ ได้ลองทำความเข้าใจกับมัน เพราะ BEAR เชื่อว่าเหล่านี้จะมีประโยชน์กับงานออกแบบของคุณ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน!

Cover.jpg

เรียนรู้เกี่ยวกับ Composition กันก่อน

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราพูดถึงคำว่า Compositing กันค่อนข้างบ่อย ในบทความนี้ เราจะขอพูดถึงคำศัพท์ที่มีรากศัพท์มาจากพื้นฐานเดียวกันนั่นก็คือ Composition หรือการจัดองค์ประกอบของภาพนั่นเอง

Composition คือการกำหนดตำแหน่ง การจัดวางให้กับองค์ประกอบต่างๆ ในภาพเพื่อเน้นจุดสนใจกับให้องค์ประกอบที่ต้องการเน้น นอกจากเรื่องความงามแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีต้องมีความหมายในเชิงการเล่าเรื่องด้วย

▲ ผลงาน Title หรือ End Credit Design ถือเป็นอีกประเภทผลงานที่ให้ความสำคัญกับ Dynamic Composition เพราะด้วยหน้าที่ที่ต้องแสดงข้อมูลตัวหนังสือที่ไม่น่าสนใจ และสื่อสารถึงเรื่องราวของภาพยนตร์ หรือซีรีส์

แต่เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงาน Motion Graphics หรือ Animation จึงต้องให้ความสำคัญกับจังหวะของภาพ และความต่อเนื่องของแต่ละภาพให้มีความหลากหลายในเชิงองค์ประกอบภาพ หรือที่เรียกว่า Dynamic Composition ซึ่งก็คือการจัดองค์ประกอบที่มีจุดสนใจ มีจุดนำสายตา มีจังหวะ มีความเคลื่อนไหว สลับจังหวะของภาพที่หลากหลาย (จากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง จากภาพแคบไปสู่ภาพกว้าง) ซึ่งจะทำให้ผลงานที่ใช้พลังของภาพ และตัวหนังสือในการเล่าเรื่องเป็นหลักเหล่านี้สามารถตรึงผู้ชมให้อยู่กับผลงานได้ตั้งแต่ต้นจนแบบไม่มีความจำเจของภาพ

▲ ถึงแม้บางงานจะมีองค์ประกอบในภาพน้อย ก็สามารถใช้ Dynamic Composition เพื่อความความน่าสนใจให้ผลงานได้


เทคนิค Dynamic Composition ใน Motion Graphics

Dynamic Composition คือการสร้างความชัดเจน ความน่าสนใจให้กับภาพ ด้วยองค์ประกอบต่างๆ เช่น ขนาด ตำแหน่ง และสี เพื่อควบคุม และกำหนด ตลอดจนจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบ และสร้างความหมายของแต่ละองค์ประกอบได้ การสร้างจุดเน้นให้กับภาพ จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเล่าเรื่องได้เป็นอย่างมาก ซึ่งมีเทคนิคดังต่อต่อไปนี้

▲ The Sun and The Snake เป็นผลงานที่มีการจัดองค์ประกอบที่ Dynamic สูงมาก ผสมผสานเทคนิคต่างๆ ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป


เทคนิคการสร้าง Dynamic Composition

1. กฎ 3 ส่วน (Rule of Thirds)

หลักการพื้นฐานนี้จะจัดวางองค์ประกอบในภาพให้อยู่ค่อนไปทางซ้าย หรือขวา ตามเส้นแนวตั้ง และแนวนอน โดยเทคนิคนี้จะหลีกเลี่ยงการวางองค์ประกอบหลักไว้ตรงกลาง แต่จะเน้นด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งทั้งนี้เหตุที่ต้องเป็น 3 ส่วนทั้งแนวตั้ง และแนวนอน โดยต้องวางองค์ประกอบไว้บนเส้น จะทำให้ภาพมีที่ว่าง (space) จากขอบในระยะที่ลงตัวโดยการวางองค์ประกอบด้านใดด้านหนึ่งแล้วอีกด้านเป็นพื้นที่ว่าง องค์ประกอบนั้นจะเกิดเป็นจุดนำสายตา ซึ่งเทคนิคอาจเหมาะกับภาพที่มีองค์ประกอบน้อย และเป็นภาพสำคัญที่ต้องการเน้น เช่น ภาพตัวละครหลัก เป็นต้น

01.jpg

▲ เป็นตัวอย่างการประยุกต์เทคนิคนี้ร่วมกับตัวหนังสือ ซึ่งทั้งภาพ และตัวหนังสือจะไม่แข่งกันแย่งความสนใจ แต่จะส่งเสริมกันและกัน

2. การสร้างความลึก (Depth)

สำหรับจัดวางองค์ประกอบภาพให้มีมิติ และความลึกนั้นจะเป็นเทคนิคที่วางองค์ประกอบภาพให้มี 3 ระยะ โดยแบ่งออกเป็นระยะหน้า (Foreground) ระยะกลาง (Focus) และระยะหลัง (Background) การแบ่งภาพออกเป็น 3 ระยะนี้ จะทำให้ภาพดูมีความลึก ซึ่งอาจใช้การทำงานร่วมกับมุมกล้อง ระยะของเลนส์ ความคมชัดของภาพ ความแตกต่างของสี หรือแสงเงา รวมทั้งขนาดขององค์ประกอบที่แตกต่างก็สามารถสร้างองค์ประกอบภาพในลักษณะนี้ได้เช่นกัน

▲ ผลงานที่โดดเด่นเรื่องการจัดวางองค์ประกอบที่มีความลึก ถึงแม้จะไม่มีการเคลื่อนกล้องในลักษณะ Zoom หรือ Dolly แต่ภาพก็ดูมีมิติ ซึ่งอาศัยประโยชน์จากแสงเงา และความแม่นยำเรื่องภาพ และพื้นหลัง (Figure and Ground)

3. การจัดลำดับขั้นความสำคัญ (Hierarchy)

การจัดลำดับความสำคัญของภาพ สามารถทำได้ผ่านการกำหนดให้องค์ประกอบที่ต้องการให้เป็นประธานของภาพ มีความแตกต่างจากองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ขนาด สี หรือตำแหน่งการจัดวางที่เป็นจุดสนใจโดยแบ่งลำดับความสำคัญออกเป็น ภาพหลัก (Main) ภาพรอง (Supporting) และภาพประกอบ (Ambient) ซึ่งภาพหลักจะต้องมีความโดดเด่นที่สุด ส่วนภาพรอง และภาพประกอบจะมีส่วนสำคัญในการเน้นยำ และส่งเสริมให้ภาพหลักมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น

▲ ตัวละครหลัก คือ คน จะอยู่ในตำแหน่งที่มีความชัดเจน ตัวรอง คือ สัตว์ และสภาพแวดล้อม ป่า ภูเขา เป็นองค์ประกอบเสริม แต่ชั้นเชิงของงานชิ้นนี้คือ ถึงแม้คนจะเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ก็มีขนาดเล็กว่าสัตว์ และธรรมชาติ ซึ่งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่มนุษย์ต้องเอาชนะ

4. สร้างเส้นทแยงมุม (Diagonal)

การสร้างจุดนำสายตาแบบเส้นทแยงมุม ฟังดูแล้วอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆ นั้นถือเป็นการจัดวางองค์ประกอบที่ไม่ได้มีความซับซ้อนต่างจากวิธีอื่นๆ เลย นั่นก็คือการสร้างมิติ และองค์ประกอบของภาพให้ไม่เป็นเส้นตรงราบเรียบ แต่ให้มีความสูงต่ำขององค์ประกอบ ซึ่งองค์ประกอบแต่ละส่วนที่จัดวางต้องมีลักษณะเป็นเส้นขึ้นลงที่มีความเชื่อมต่อเนื่องกัน ส่งเสริมซึ่งกันละกัน

02.jpg

▲ ตัวแสดงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเหมือนเส้นทแยงมุม ภาพจะมี Dynamic ทั้งที่ไม่มีการเคลื่อนที่ของกล้องด้วยซ้ำ

5. การให้ความหมาย (Meaning)

การเน้น และการจัดวางตำแหน่งที่เป็นจุดสนใจ จะช่วยสร้างความหมายให้กับองค์ประกอบนั้นๆ การจัดวางองค์ประกอบภาพมีผลต่อความหมายของแต่ละวัตถุในฉาก เพียงแค่เปลี่ยนขนาด สีสัน หรือตำแหน่ง ความหมายในภาพนั้นอาจเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ซึ่งการสร้างความหมายของภาพ จะมีประโยชน์ในเชิงการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก

▲ การวางตำแหน่งของหนูน้อยหมวกแดง หรือหมูจะอยู่ต่ำ และมีขนาดเล็กกว่าหมาป่าเสมอ เพื่อสื่อความหมายของผู้ล่า และผู้ถูกล่านั่นเอง


เทคนิคที่กล่าวไปข้างต้น ถือเป็นเทคนิคพื้นฐานทั่วไปที่ใช้กับการถ่ายภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งการออกแบบกราฟิก แต่เมื่อเรานำมาประยุกต์ใช้กับงาน Motion Graphics และ Animation ที่มีการเคลื่อนไหวเข้ามาเกี่ยวข้องอาจจะดูเป็นเรื่องยาก และซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่เชื่อเถอะ ว่าหลักการง่ายๆ เหล่านี้จะช่วยทำให้งานออกแบบของคุณมีความสวยงาม และมีความน่าสนใจมากขึ้นจริงๆ

เราอยากให้ Motion Graphics Designer รุ่นใหม่ๆ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ Composition ของภาพมากขึ้น โดยอาจผสมผสานหลักการข้อใดข้อหนึ่งในการสร้าง Dynamic Composition ที่เรายกตัวอย่างมาข้างต้น เพื่อทำให้งานออกแบบของคุณมีความหลากหลาย ให้ภาพที่ต่อกันมีจังหวะ และความต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเน้นองค์ประกอบหลักซ้ายสลับขวา ใกล้สลับไกล มืดสลับสว่าง อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้ไม่มีกฎที่ยึดตายตัว

ซึ่งเทคนิคพื้นฐานเหล่านี้ หากรู้จักพลิกแพลง และประยุกต์ให้มีความเหมาะสมกับโจทย์การทำงาน จะช่วยยกระดับผลงาน Motion Graphics และ Animation ให้กลายเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ด้วยวิธีที่ง่ายแสนง่าย ยังมีเทคนิคอื่นๆ เกี่ยวกับการทำ Motion Graphics และ Animation ดีๆ แบบนี้ที่เราจะทยอยอัพเดทผ่านเว็บไซต์ และเพจของ BEAR ในแต่ละสัปดาห์ อย่าลืมติดตามนะครับ

-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang