The Art of Editing #3 : Creative Pacing & Rhythm สร้างจังหวะสำหรับงานตัดต่อแบบมืออาชีพ

งานตัดต่อที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงแค่รู้จักโปรแกรม หรือเพียงรู้เรื่อง Cutting หรือ Transition ประเภทต่างๆ และใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจถึงหัวใจของการตัดต่ออย่างถ่องแท้ ทั้งนี้เพราะการตัดต่อเป็นเรื่องที่ว่าด้วยการจัดวางองค์ประกอบของภาพ และเวลาผ่านการจัดเรียงลำดับ และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาพ และเสียงเพื่อการเล่าเรื่อง และสื่อสารอารมณ์ความรู้สึก

ยิ่งใครที่เข้าใจเรื่อง “การสร้างจังหวะ” ที่ว่านี้ได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนติดปีกให้กับสายงานอาชีพ VDO Editor ของตนเองให้บินไปไกลได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น จะเห็นได้จากงานตัดต่อระดับรางวัลต่างๆ ล้วนมี Beat ของการตัดต่อที่น่าสนใจทั้งนั้น

และเมื่อพูดถึงผลงานที่มีความโดดเด่นในเรื่องของจังหวะการตัดต่อที่ว่านี้ คงต้องมีภาพยนตร์เรื่อง Baby Driver (Best Editing จาก BAFTA 2018) ที่ผู้กำกับเลือกใช้เพลงจาก Playlist ใน iPod ของตัวละครเอก รวมทั้ง Whiplash (Best Editing จาก Oscar 2014) ที่เลือกใช้เสียงของกลอง ซึ่งผู้กำกับยุคใหม่ทั้ง 2 คนถือได้ว่าเป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญในเทคนิคการตัดต่อเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคนิคการสร้าง และควบคุมจังหวะของการตัดต่อทั้งหมด

Cover.jpg

The Art of Editing หรือศาสตร์แห่งการตัดต่อ หรือลำดับภาพในบทความนี้ จึงขอแนะนำเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวกับ Pacing & Rhythm หรือการสร้างจังหวะในการตัดต่อ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวควบคุมทั้งหมดนั้น คือการสร้างจังหวะในการตัดต่อ หรือ Pacing & Rhythm ซึ่งจะมีความน่าสนใจอย่างไร เชิญติดตามไปพร้อมๆ กันครับ

▲ Whiplash ถึงแม้จะมีจังหวะของกลอง ที่อยู่ในตัวหนังช่วยสร้างจังหวะ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะส่วนสำคัญคือการเลือก Shot ที่นักแสดง Action รวมไปถึงการใช้ Cutting ในแบบต่างๆ เข้ามาช่วย


Rhythm

สำหรับการตัดต่อจะมีลักษณะคล้ายกับการใช้ Beat ในการสร้างจังหวะของดนตรี แต่การตัดต่อจะใช้ภาพเป็น Shot เพื่อนำมาเรียบเรียงให้เกิด Rhythm หรือจังหวะแบบต่างๆ เช่น เร็ว ช้า หรือปานกลาง โดย Rhythm ไม่สามารถเกิดขึ้นโดยการตัดหนึ่ง หรือสอง Shot เท่านั้น แต่จะถูกสร้างขึ้นโดยชุดของภาพ (Shot) จำนวนหนึ่ง หรือเรียกว่า Sequence ซึ่งอาจเป็นจังหวะที่แตกต่างกันในสองลักษณะ

1. จังหวะแบบคงที่ หรือ Static กล่าวก็คือในแต่ละ Shot จะมีความยาวเท่าๆ กัน ตัวภาพจะเปลี่ยนไปด้วยความสม่ำเสมอ นุ่มนวล ราบเรียบ

2. จังหวะแบบไม่คงที่ หรือ Dynamic ที่แต่ละ Shot จะมีความสั้น-ยาวไม่เท่ากัน อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลง สลับไปมา สามารถกระตุ้นความรู้สึก และความสนใจได้ดี

▲ Edgar Wright - How To Edit To The Beat

ทั้งนี้การตัดต่อ อาจเปรียบเสมือนการเดินทางที่เริ่มต้นจากจุด A ไปยังจุด B ผู้กำกับไม่เพียงแต่ต้องกำหนดจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ในระหว่างเส้นทาง จะมีจังหวะการก้าวเดินเป็นอย่างไร เนิบช้าสลับกับรวดเร็ว หรืออาจหยุดสงบแล้วเร่งความเร็วเพื่อพุ่งไปจุดสูงสุด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ถูกคิดมาอย่างคร่าวๆ แล้วทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้คือการสร้างจังหวะที่จะช่วยสร้างความน่าติดตามให้การเดินทาง เช่นเดียวกันกับงานตัดต่อของเรา

▲ Edgar Wright Quick Shots


Pacing

Pacing เป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างจังหวะ โดยการเรียบเรียง Sequence จังหวะแบบต่างๆ ให้มี Dynamic แตกต่างกัน การสร้างจังหวะที่เร็ว หรือช้าจะสามารถสร้างความรู้สึก และช่วยสร้างการตัดต่อให้ภาพนั้นมี Impact ต่อการรับรู้ของผู้ชม โดยการสร้างจังหวะสำหรับงานตัดต่อ มีหลักการดังนี้

การทำความเข้าใจแต่ละ Sequence ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร เพื่อตัดสินใจว่าจะตัดต่ออย่างไร ให้ภาพที่เลือกมีประสิทธิภาพกับช่วงเวลานั้นที่สุด เช่น จังหวะที่ช้าใกล้เคียงกับช่วงเวลาจริงๆ เพื่อสร้างความสมจริง หรือสร้างความอึดอัด หรือการสร้างจังหวะที่ฉับไวเพื่อสร้างความตื่นเต้น เร้าใจ หรือเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก

การจัดลำดับความสำคัญของ Sequence เพื่อสร้างจังหวะให้ส่วนหลัก (Subjective Shot) นั้นทรงพลังมากกว่าส่วนประกอบอื่นๆ ของภาพ (Objective Shot)

การเลือก Cutting ที่เหมาะสมกับช่วงเวลาใน Sequence เช่น ช่วงใดที่ควร Cross Cutting หรือ Cut Away เพื่อให้ได้ภาพมี Impact มากที่สุด

การจัดวาง Shot เพื่อสร้างความรู้สึกของแต่ละ Sequence จะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเวลา กับขนาดภาพ ความสำคัญของข้อมูล และการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง หรือตัวละคร

▲ BABY DRIVER - 6 Minute Opening

ในหนัง Baby Driver เป็น Pacing แนวแอคชัน อาจจะเริ่มจากจังหวะที่รวดเร็วมี Shot อันหลากหลาย กระชับเร่งรีบ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจก่อน แล้วค่อยเข้าสู่จังหวะช้า หรือปานกลาง เพื่อผ่อนคลาย และอธิบายรายละเอียดเกี่ยวองค์ประกอบต่างๆ ในฉาก หรือเหตุการณ์ เพื่อผ่อนจังหวะให้ผู้ชมได้พัก ก่อนจะเพื่อดำเนินเรื่องไปสู่ส่วนต่อไป เป็นต้น

▲ Edgar Wright - How to Do Visual Comedy

เปรียบเสมือนนักฟุตบอลที่รู้จักเลี้ยงลูกในสนาม รอจังหวะที่เหมาะสม ทันใดนั้น เขาก็ซัลโวลูกไปตุงตาข่ายท่ามกลางเสียงเฮดังลั่นของผู้ชมที่เฝ้ามองด้วยความจดจ่อ นักตัดต่อมือฉมังก็ไม่ต่างกัน Editor ที่ดีจะต้องมีความแม่นยำในการจับจังหวะว่าเมื่อใดต้องผ่อนจังหวะ และเมื่อใดต้องเหยียบคันเร่งให้มิด ทั้งนี้ก็เพื่อกระชากอารมณ์ของผู้ชมให้สวิงไปถึงจุดสูงสุดตาม Goal หรือเป้าหมายของผู้กำกับในซีนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุข เศร้า สยดสยอง หรือแม้แต่ตลกหัวเราะจนกรามค้าง


Sound

วิธีการสร้างจังหวะ หรือ Pacing นั้นไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ และสไตล์ของผู้กำกับ และนักตัดต่อ Editor บางคนอาจตัดตามดนตรี หรือเสียงประกอบ อาจมีการ Sync จังหวะภาพให้สัมพันธ์กับจังหวะของดนตรี ซึ่งการใช้ Sound เป็นแกนหลักนั้น ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ชัดเจนที่สุดในการสร้างจังหวะ โดยเฉพาะกับงานที่ต้องการสร้างความรู้สึกจากจังหวะที่สูง เช่น หนังขนาดสั้นอย่าง Teaser, Trailer หรือ Music Video 

แต่ทว่า Sound นั้น ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะถ่ายทอดจังหวะ นักตัดต่อหลายคนก็ใช้ Dialogue และ Action เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว ลองนึกภาพการถกเถียงระหว่างตัวละครสองตัวกับจังหวะที่เกิดจากบทสนทนาของพวกเขา หรือ Shot แบบ Cross Cut จากภาพหนึ่งไปอีกภาพหนึ่งด้วยการตอบโต้กัน

▲ WHIPLASH - Fletcher’s Insults SUPERCUT


ไม่มีกฎ หรือสูตรเพื่อสร้าง Pacing & Rhythm ในงานตัดต่อ Editor ส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์จะยอมรับว่าเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ หรือตามที่ Anne V. Coates มือตัดต่อรางวัล Oscar บอกว่า “คุณต้องมีความกล้าหาญในความเชื่อมั่นของคุณ"

แม้จะไม่มีวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างจังหวะในการตัดต่อ แต่ด้วยการฝึกฝน ชั่วโมงการเรียนรู้ และทำงานที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราจะพบจังหวะการตัดในแบบของตัวเองในท้ายที่สุด ขอให้คุณมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และสนุกไปกับการเรียนรู้ในทุกๆ วินาทีของการตัดต่อของคุณ

-
Contributor : Akkharaphon Dantonglang